personal

เรื่องของอาม่า

posted on 05 Jun 2007 14:43 by tarlomak  in personal

เมื่อวันอาทิตย์ที่ 3 มิ.ย. 50 อุตส่าห์แต่งตัวสุดฤทธิ์ เกาะอกสีชมพู กางเกงรัดติ้ว สั้นจู๋ ไปดักเจอคุณเจ้าชายน้อย กับคุณ bickboon ที่ playground ทองหล่อ งาน a book fair แต่ไม่เจอ เสียดายมาก อดกระโดดงับเลย เฮอะๆ


เอ็นทรี่นี้ขออุทิศให้เป็นเรื่องเกี่ยวกับอาม่า โดยมีเรื่องที่เกี่ยวข้องกับบุคคลรอบๆตัวอาม่าด้วย ซึ่งก็คือผมเอง (ยาวมากๆ ใครจะอ่านว้า ไม่อยากแบ่งเป็น Episode ไม่ต่อเนื่อง ไม่ได้อารมณ์)

อย่างที่บอกเอาไว้ ว่าอาม่ามีลูก 4 คน คนโตคือแม่ผม ตามมาด้วย ลูกชาย 2 คน กับลูกสาว คนเล็ก 1 คน อาม่าจะไม่ปลื้มคุณแม่ของผมซักเท่าไร เนื่องจากมีลูกตอนอายุน้อยมากๆ แถมลูกคนแรกเป็นผู้หญิงอีก ตามฉบับคนจีนแล้วถือว่าซวยมากๆ ลูกคนที่สองเป็นผู้ชาย อาม่าก็ไม่ค่อยปลื้มเท่าใดนัก ด้วยเหตุผลเดิมคืออาม่ายังอายุน้อย ไม่อยากเลี้ยงลูก ยังอยากไปเที่ยวอยู่ ลูกอีก 2 คนต่อมาอาม่ารักสุดๆ เนื่องจากอาม่าทิ้งระยะห่างได้เกือบสิบปี

เมื่อสี่ปีก่อนอากงตายครับ ตอนนั้นอาม่าอยู่บ้านลูกชายคนโต ผมเรียกอากู๋ใหญ่ (น้องของแม่คนติดกัน คนที่อาม่าไม่ปลื้ม) หลังงานศพอากงเสร็จสิ้นไม่นานนัก อาม่าเกิดอยากแบ่งสมบัติ ทรัพย์สินมรดกขึ้นมา โดยมีที่ดินที่อาม่าอยู่ ยกให้อากู๋ใหญ่ กับกู๋รอง เนื่องจากมีบ้าน 2 หลังในบริเวณเดียวกัน เงินในบัญชีให้อากู๋รองดูแลเองทั้งหมด แก้วแหวนเงินทอง (มูลค่าเป็นล้านครับ) แถมเงินสดบางส่วนที่มีอยู่ให้อาอี๊ (ลูกสาวคนสุดท้อง) ส่วนของคุณแม่ผมครับ ได้ทองเก่าๆดำๆหนัก 50 สตางค์ 1 เส้น แค่นั้นเองครับ ขอย้ำครับว่าไม่ได้เงินแม้แต่บาทเดียว(สืบรู้ภายหลัง ว่าหลังจากอากงตายไม่กี่อาทิตย์ ลูกคนเล็ก 2 คนสุดรักของอาม่า ย่องเงียบมาเอาเงินในบัญชีของอากงและอาม่า ไปโอนฝากเข้าบัญชีตัวเองกันแล้วคนละหลายล้าน โดยมีอาม่ายินดีเซ็นถอนให้)

ต่อมาไม่นานัก หลังแบ่งมรดก อาม่าอาการเริ่มทรุดตามอายุ ขาเริ่มไม่มีแรง เดินได้แต่ย่องๆช้ามากๆ ต้องเริ่มฟอกไตด้วย ซึ่งก็ดูเหมือนจะไม่มีอะไร เพราะครอบครัวผมอยู่อีกบ้านครับ ไม่กี่เดือนถัดมา วันอาทิตย์ ที่บ้านผมกำลังกินข้าวเช้ากันอย่างพร้อมหน้าพร้อมตา อากู๋ใหญ่โทรมาบอกให้แม่ผมมารับตัวอาม่าไปอยู่ด้วย โดยมี 2 ทางเลือกคือ ถ้าวันนี้ไม่มารับอาม่าไปอยู่ด้วย เขาจะเอาอาม่าไปทิ้งที่บ้านคนชราตอนเที่ยงนี้ วันนี้เลย ทั้งนี้เก็บของส่วนตัวของอาม่าใส่กล่องไว้ให้เรียบร้อยแล้ว ลูกรักของอาม่าอีก 2 คนก็ปฏิเสธเสียงแข็งบอกว่าดูแลอาม่าไม่ได้หรอก ให้แม่ผมรับไว้ ซึ่งแม่ผมก็โอเค

อาม่าผมเป็นคนเรื่องมาก เอาแต่ใจแบบไร้สาระมากๆ บวกกับสมองเริ่มกลับไปเป็นเด็กอีกครั้ง ขาก็เดินไม่ค่อยไหวแล้ว ด้วยเหตุนี้เองอาม่าเดินไปห้องน้ำไม่ทัน จะอุจจาระ ปัสสาวะราดบ่อยมาก แล้วไม่ยอมใส่ผ้าอ้อมด้วย คนที่ฟอกไตจะกินอะไรไม่ค่อยได้ อาหารต้องทำพิเศษ แยกจากคนธรรมดา วุ่นวายมากๆครับ ซึ่งเล่นเอาคนที่แม่ผมจ้างมาดูแล ต่างก็พากันลาออกทั้งๆที่เราจ่ายเงินเดือนให้เดือนละ 12,000 บาท

ต่อมาจึงให้พี่สาวผมที่เป็นออธิซึ่มเป็นคนคอยดูแลแทน ซึ่งแน่นอนการจับเด็ก 2 คน มาอยู่ด้วยกัน มันก็ตีกันสิครับ สุดท้ายไม่มีใครเอาอาม่าแล้ว ภาระจึงมาตกอยู่ที่สุดหล่ออย่างผมเป็นคนดูแล คือผมต้องนอนห้องเดียวกับอาม่าเผื่อมีเรื่องฉุกเฉิน (ไม่อายด้วยที่จะบอกว่าผมอายุขนาดนี้แล้ว ยังนอนห้องเดียวกับอาม่าอายุเกือบ 90 ขวบ ไม่แปลกใจเลยที่ไม่มีแฟน แง๊ๆๆ) ผมต้องทำทุกอย่างให้อาม่าแทนพี่เลี้ยงที่เคยจ้างมา .

เพื่อการมองให้เห็นภาพผมขอสรุปตารางชีวิตของผมว่าต้องทำอะไรบ้างดังนี้

00.30 น.ผมจะเข้านอนเวลานี้เสมอ ก่อนนอนต้องพาอาม่าไปฉี่ โดยต้องยกอาม่าขึ้นรถเข็น เข็นเข้าห้องน้ำ ยกอาม่าขึ้นนั่งชักโครก รออาม่าเสร็จ ล้างอวัยวะให้อาม่าทั้งด้านหน้าและหลัง แล้วแต่ฉี่หรืออึ ล้างเสร็จเช็ดให้แห้ง ใส่เสื้อให้ ยกอาม่าขึ้นรถเข็น เข็นเขาห้อง ยกอาม่าออกจากรถเข็นลงบนเตียง ห่มผ้าห่มให้ แล้วลากตัวเองเข้านอน (ทำคนเดียวไม่มีคนช่วย เพราะเขานอนกันหมดแล้ว และอยู่คนละส่วนของบ้าน แต่ชั้นเดียวกันนั่นแหละ)


03.00 น. อาม่าจะฉี่อีกรอบ ทำตามเสต็ปเดิมทุกอย่าง (การฉี่แต่ละครั้งจะกินเวลา 20 นาทีพอดีๆ ถ้าอึจะเป็น 30 นาที ทำคนเดียวอีกแล้ว)

06.00 น. อาม่าต้องกินยา ไม่กินไม่ได้ หัวใจจะเต้นผิดปกติ แล้วพาไปฉี่เสต็ปเดิม แต่ครั้งนี้ไม่กลับไปนอนแล้ว ผมต้อง อาบน้ำ แต่งตัวไปทำงาน (อันนี้ผมก็ทำคนเดียว)

06.30 น. หลังจากทำธุระทุกอย่างส่วนตัว เสร็จสิ้นแล้ว ใส่เสื้อแล้ว ต้องชงโอวัลตินให้อามากิน ตามด้วยบัตเตอร์เค้ก 1 ชิ้น (ผมชงเอง คนอื่นชงให้อาม่าจะไม่กิน บอกหวานไป ร้อนไป เย็นไป น้อยไป เยอะไป ทั้งๆที่มันเป็น 3-in-1 ต่อให้ลิงบาบูนชง มันก็ได้รสเดียวกันนั่นแหละครับ)

06.45 น. เข็นอาม่าขึ้นรถ พาไปโรงพยาบาลเพื่อฟอกไต ยกอาม่าขึ้นรถ โดยการช้อนทั้งตัวแล้วเอาไปปล่อยบนเบาะ (เปิดปิดประตูบ้านเองด้วยนะ)

07.00 น. ถึงโรงพยาบาลสมิติเวชพอดี จอดข้างหน้าโรงพยาบาล พนักงานจำได้หมด ว่าต้องไปล้างไต พวกเขาจะจัดการกันเอง เสร็จแล้วผมก็ไปทำงาน

(กระบวนการฟอกไตใช้เวลาประมาณ 4 - 5 ชั่วโมงแล้วแต่อาการ โดยปกติที่บ้านจะเป็นคนไปรับอาม่ากลับบ้าน โดยผมจะตามไปจ่ายตังค์ทีหลัง ซึ่งโรงพยาบาลก็ยอม อาม่าต้องฟอกไตสัปดาห์ละ 3 ครั้ง อ้อลืมบอกอาม่าหนักแค่ 30 ก.ก.เท่านั้น ผมจึงยกได้สบายๆ ตอนนี้ผมสามารถยกน้ำหนักได้ 60 ก.ก. แล้ว เพราะไปฟิตเนสมา work hard ครับ สู้โว้ย ถึงผมจะบ้าครูฝึกชายแต่ก็มีประโยชน์นะครับ)

22.30 น. หลังจากเลิกงาน แล้วไปต่อฟิตเนส จะกลับถึงบ้านเวลานี้พอดี อาม่าจะเจอยกมาทิ้งไว้ที่ห้องนอนผมตอน 3 ทุ่มตรงพอดีเป๊ะ แล้วก็เหมือนเดิม เอาอาม่าไปห้องน้ำ จัดเตียงให้อาม่าเปิดแอร์ในห้องนอน ที่อุณหภูมิ 27 องศาเท่านั้น ผมนอนทุกวันเหงื่อแตกพลั่กๆๆ ถ้าเปิดแอร์เย็นกว่านี้ อาม่าจะหนาวจนตัวสั่น บอกนอนไม่ได้ ถ้าเปิดพัดลมแทนเปิดแอร์บอกว่าอึดอัด ร้อนไป หายใจไม่ออก อากาสไม่ถ่ายเท

23.00 น. ชงโอวัลตินอีกรอบให้อาม่ากิน แต่ไม่มีขนมปัง แล้วเข็นอาม่าเข้าห้องนอน

23.15 น. อัพบล็อก ทำงานที่หอบกลับมาบ้าน ดู Martha stewart ทาง UBC ฟังเพลง ดูหนัง แล้วแต่วันครับ ผมเลือกได้ อย่างใด อย่างนึงเท่านั้น

ต่อจากนี้ก็วน loop วงจรชีวิตรันทด เป็นเวลามา 3 ปีแล้วครับ กับการนอนติดต่อกันได้สูงสุด 2 ชั่วโมงครึ่งแล้วต้องพาอาม่าไปฉี่ แล้วนอนต่ออีก 2 ชั่วโมงครึ่ง ผมจึงต้องไปฟิตเนส ทำร่างกายให้แข็งแรงตลอดเวลา เพราะต้องยกอาม่าขึ้นๆลงๆตลอด ถ้าผมเป็นหวัดอาม่าจะติดเชื้อได้ง่ายมาก แล้วต้องพาเข้าโรงพยาบาลทันที ถ้าเรารู้ว่าอาม่าติดเชื้อ หมอบอกอาม่าจะตายภายใน 2 - 3 วันหากติดเชื้อไปแล้วไม่มารักษา

ถ้าถามว่าลูกคนอื่นๆมาดูแลอาม่าบ้างมั๊ย มีครับ ลูกชายสุดรักของอาม่า อากู๋รอง คนที่กุมบัญชีเงินฝากอยู่ คนนี้มาบ้างไม่มาบ้าง อีก 2 คนที่เหลือ มาปีละ ครั้ง 2 ครั้ง ผมเกริ่นไว้ในเอ็นทรี่ที่แล้วในช่อง comment ว่าคนที่ไม่รู้จักบุญคุณคน พวกลูกที่อกตัญญู พวกนี้ทั้งชาติไม่มีวันเจริญครับ ซึ่งก็จริงอากู๋ใหญ่ ตกงาน บริษัทที่ร่วมกันตั้งกับเพื่อนล้มละลาย ตัวเองเจอฟ้องอีกหลายคดี แถมเป็นโรคต่อมลูกหมากโต แบบเรื้อรัง ตอนนี้นกเขาขันไม่ขึ้นไปแล้ว อากู๋รอง เจอแบงค์กสิกรไทยที่ทำงานมาเป็น 20 ปี ไล่ออกกลางอากาศ ตกงาน ลูกก็ยังเรียนมัธยมอยู่ อาอี๊ก็กำลังทำงานอยู่ในบริษัทที่กำลังจะเจ๊ง อีกทั้งลูกอาอี๊อายุ 28 แล้ว ยังเรียนปริญญาตรีไม่จบ เอาแต่ไล่อึ๊บนักศึกษาเด็ก กินเหล้า สูบบุหรี่ เที่ยวผับ ขับรถเล่นไปวันๆ สามีอาอี๊ก็ไปมีเมียน้อยเด็กๆ อยู่กันคนละบ้าน อาอี๊ตอนนี้เลยอยู่กะลูกคนเดียวซึ่งกลับบ้านบ้างไม่กลับบ้าง และหมาอีก 4 ตัว

ผมไม่ได้อยากจะโฆษณาว่าตัวเองเป็นคนประเสริฐ เลิศล้ำ ผมเองก็ไม่ได้มีความอยากจะดูแลอาม่าเลย แค่เห็นหน้าก็เซ็งโคตรๆแล้ว เบื่อชีวิตตัวเองตอนนี้มากๆ เคยคิดจะไปเช่าหอพักข้างนอกอยู่ โดยไม่กลับบ้านเลย ก็ห่วงว่าเหยื่อรายต่อไปที่ต้องมาดูแลอาม่า ก็ไม่พ้นคุณแม่ของผมนั่นเอง ซึ่งแก่มากแล้ว และป็นคนที่อาม่าจงเกลียดจงชัง แม่ผมเป็นคนที่สูญเสียเงินมหาศาลไม่น้อยกับการดูแลอาม่า จ้างพี่เลี้ยง อีกทั้งค่ายาฉีด ยาเม็ด ที่แม่ผมควักเงินจ่าย ยาพวกนี้ผมขอหมอออกมาซื้อเอง ไม่ซื้อจากโรงพยาบาล (ยาเม็ดและยี่ห้อเดียวกัน ไปซื้อที่อนุสาวรีย์ขายเม็ดละ 10 บาท ที่สมิติเวชจะขายเม็ดละ 150 บาท ซึ่งขนาดซื้อข้างนอกแล้วยังตกเดือนละ 2 หมื่นบาท) ยาพวกนี้ไม่รวมกับค่ายาที่จ่ายในแต่ละครั้งที่ไปฟอกไตด้วยนะครับ อันนั้นผมจ่าย

มีอยู่ 2 ครั้งในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ที่ผมมีโอกาสเลือกที่จะหยุดความทรมานทั้งหมดให้จบลงได้

ครั้งแรก
มีวันนึงผมไปรับอาม่าที่โรงพยาบาล พอดีวันนั้นแว่บจากออฟฟิศได้ มาถึงอาม่ายังฟอกไตไม่เสร็จ ก็นั่งข้างๆเตียงรอ ในขณะที่รออยู่ ว่างมากก็เลยชวนอาม่าคุย ปรากฏว่าอาม่าหลับตา ไม่ตอบ เขย่าแขนขาก็ไม่ตอบสนอง ไม่รู้สึกตัว อาม่าหยุดหายใจ ไปตั้งแต่เมื่อไรก็ไม่รู้ ตอนนั้นตกใจก็ตกใจ แต่ไม่โวยวาย ผม pause ตัวเอง เหมือนในหนังโดยที่รอบๆตัวเองเคลื่อนไหวตามปกติ แล้วคิดในใจว่าเออ ถ้าอาม่าตายเราก็สบาย ลูกหลานไม่เดือดร้อนด้วย เงินก็เหลือบานแหละทีนี้ ผมคิดอย่างนี้จริงๆครับ เป็นความติดแรกที่เข้ามาในหัวและผมจำได้อย่างแม่นยำ แต่ 20 วินาทีต่อมา แบบไม่รู้ตัว ผมตะโกนเรียกพยาบาล ให้มาปั๊มหัวใจ 1 นาทีต่อมาอาม่าลืมตาได้ครับ หัวใจเต้นได้ปกติ

ครั้งที่สอง
ช่วงนั้นฤดูฝน คนเป็นหวัดกันงอมแงมทั้งบ้าน แน่นอน อาม่าติดเชื้อหวัดจากคนในบ้าน ตอนเกือบๆตีสามผมเพิ่งกลับถึงบ้านเนื่องจากที่ห้างฯ จะมี event ใหญ่มากๆ เลยต้องอยู่คุมงานจนดึก เมื่อเดินเข้ามาในห้อง ที่มืดสนิท ผมได้ยินเสียงอาม่าหายใจอยู่ ซึ่งผิดปกติเพราะอาม่าหายใจดังมากๆ หายใจแบบที่เรารู้ว่าอันตรายแล้วแน่ๆ เหมือนมีเสลดในคอ หายใจติดขัด แบบนั้นครับ อธิบายไม่ถูก แต่ผมรู้ในใจ ล้านเปอร์เซ็นต์อาม่าติดเชื้อแล้วแน่ๆ ผมเดินผ่านเข้าห้องไปที่เตียง ผม เปลี่ยนเสื้อผ้า เดินผ่านอาม่าออกมาอาบน้ำ โดยไม่แม้แต่เปิดไฟเพื่อดูว่าอาม่าเป็นไงบ้าง อาบน้ำเสร็จจะเข้านอน เปิดไฟแป๊บนึงเพราะจะเก็บของ เห็นอาม่านอนตาเหลือก มือถือไฟฉายอยู่ แล้วหายใจแบบตัวโยน คือหอบมากแล้ว (ตอนนั้นน้ำท่วมปอดอาม่าไปแล้ว เชื้ออะไรไม่รู้เข้าไปอยู่ในกระแสเลือด ซึ่งเป็นมาหลายวันแล้วแต่อาการไม่หนัก ผมถึงไม่สังเกตุ)

ผมปิดไฟ คลานขึ้นเตียงนอนต่อ โดยไม่ได้ถามอาม่าซักคำ นอนไปได้ 10 นาที ไม่หลับ เพราะอาม่าหายใจดังมากๆ อาม่าก็ไม่ได้เรียกผมหรือสั่นกระดิ่ง (ผมซื้อไว้ให้อาม่า วางไว้ข้างเตียง เพื่อเรียกผมเวลาจะไปฉี่ตอนกลางคืน เผื่อตะโกนเรียกแล้วผมไม่ตื่น) ครั้งนี้ผมเดินไปนั่งข้างเตียงอาม่า ถามว่าเป็นอะไร อาม่าไม่ตอบ ตายังคงเหลือก หายใจดังมากๆ ตัวเริ่มสั่นอย่างรุนแรงแล้ว อาม่าเป็นคนปากแข็ง ชอบบอกว่าเมื่อไรจะตายเสียที เพื่อเรียกคะแนนสงสารจากคนอื่นๆ แต่จริงๆอาม่ากลัวตายสุดฤทธิ์ ที่อาม่าตัวสั่นไม่ใช่เพราะหนาว แต่เป็นเพราะกลัวตาย อาม่ารู้ตัวว่าตัวเองผิดปกติ หายใจไม่ค่อยจะออกแล้ว ตัวร้อนมากๆ คืออาม่ารู้ตัวครับ ว่าตัวเองกำลังจะตายแน่นอน คนโบราณสอนอาม่าไว้ ว่าถ้ารู้ว่ากำลังจะตาย ให้ถือไฟฉายแล้วเปิดไฟทิ้งไว้ เหมือนกับไว้คอยส่องทางไปสวรรค์แบบนั้น อาม่าไม่ได้พูดให้เรียกรถพยาบาล หรือให้ไปหยิบยา หรือ เรียกให้คนอื่นที่บ้านมาดูแก อีกครั้งที่ผมสามารถนั่งเฉยๆดูอาม่าตัวสั่น ตาเหลือกจนอาม่ากลัวหัวใจวายไปเอง เพื่อผมจะได้สบาย ผมเดินไปลากเอาถังออกซิเจนมาใส่ให้อาม่า 30 นาทีผ่านไป อาการไม่ดีขึ้นแม้แต่น้อย แล้วเกิดอะไรขึ้นก็ไม่ทราบ ผมโทรเรียกรถพยาบาลมารับ 20 นาทีต่อมารถมาถึงบ้านพร้อมกับฝนตก หนักมากๆ แปลกมากที่หาร่มไม่ได้ซักคัน ผมวิ่งตากฝนไปเปิดประตูบ้านเพื่อให้รถเข้ามาได้ หน่วยฉุกเฉินพวกนี้เก่งมาก แป๊บเดียว ต่อท่อหายใจ ยกอาม่าขึ้นเตียง เอาขึ้นรถพยาบาล ก่อนปิดประตูรถ ผมเห็นอาม่ายื่นมือมาทางผมตอนกำลังขึ้นรถ เหมือนจะให้ผมขึ้นไปด้วย แต่ผมยืนนิ่งกลางสายฝนที่ตกกระหน่ำ ส่ายหัว ยิ้มให้แบบแห้งๆ แล้วก้มหน้า แล้วรถก็ออกไป แล้วคืนนั้นเรื่องวุ่นๆก็มีต่อจนถึงเช้าครับ ไม่ได้นอน แปดโมงเช้าเข้าออฟฟิศตามปกติ (งวดนี้แหละครับ ที่เสียไป หกแสนบาท)

หมายเหตุ


ผมไม่ได้ต้องการให้คนอื่นที่เข้ามาอ่านเรื่องนี้เห็นผมเป็นคนดี คนส่วนใหญ่จะเขียนแต่เรื่องดีๆของตัวเอง (ว่าไปแล้วเอ็นทรี่ต่อไปเขียนประจานเรื่องชั่วๆของตัวเองดีกว่า อุอุ) จริงๆแล้วผมอยากตีแผ่ ด้านมืด Dark Side of the Force ของผมมากกว่าซึ่งเป็นความจริง ถ้าผมเป็นคนดีจริง เมื่อรู้ว่าอาม่าหยุดหายใจ หรือติดเชื้อ ผมควรจะวิ่งแจ้นโทรเรียกรถพยาบาลมาตั้งแต่วินาทีแรกแล้วครับ ทุกวันนี้เวลาเห็นอาม่านั่งๆนอนๆอยู่ในห้องนอนของผม ผมจะหงุดหงิดขึ้นมาทันที ไม่อยากมอง ไม่อยากคุยด้วย เพราะอาม่าทำให้ผมทรมานสุดๆ แต่ผมก็ยังยิ้มให้อาม่าทุกครั้งเวลาคุย

ผมเคยคิดว่าทำไมอาม่าไม่ตายสักที เมื่อไรจะตาย รวมทั้งคิดพล๊อตว่าอยากให้อาม่าตายแบบไหนดี เพื่อที่เราจะได้วุ่นวายน้อยที่สุด แต่ไม่เคยแช่งครับ มีลูกชายอาม่า 2 คน ที่แช่งอาม่า อยากให้ตายไวๆ จะได้เอาเงินที่เหลือมาแบ่งกันซะที อาม่าเองปากก็บอกว่าอยากตายๆ แต่บางทีแค่ปวดขาขึ้นมา นั่งร้องไห้เสียงดังมากๆ โวยวายว่าขาเดินไม่ได้แล้วๆๆ ทุกๆ 5 นาที ผมว่าคนดีๆคงไม่ได้คิดแบบผมหรอก ผมเข้าข่ายเห็นแก่ตัวมากทีเดียวเชียวแหละ

ผมจะบ้าตายตอนอาม่าอึหรือฉี่ราดกลางดึก เพราะตกเอาอาม่ามาอาบน้ำใหม่ กลัวติดเชื้อ เช็ดทำความสะอาดที่นอน ที่พื้น ถอดผ้าห่ม ปลอกหมอน ผ้าปูเตียง ออกมาแช่น้ำ ซักมือ แล้วลงเครื่องซัก 2 รอบ ทั้งหมดจะกินเวลา เกือบๆ 2 ชั่วโมง ถ้าวันไหนท้องเสีย อึเป็นน้ำ ก็ไม่ต้องนอนครับ เช็ดอุจจาระกันจนเช้า แล้วทำตามตารางชีวิตด้นบนเหมือนเดิม อาม่าไม่ยอมใส่ผ้าอ้อม บอกใส่แล้วนอนไม่หลับ แต่ทุกวันอาม่าจะบอกว่ากลางคืนนอนไม่หลับเลย นั่งอยู่บนเตียงทั้งคืนเฉยๆ แล้วทำไมถ้านอนไม่หลับแล้ว ถึงไม่ใส่ผ้าอ้อมปล่อยให้ลูกหลานลำบากทำไมฟะ

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า
1. ขนาดมีลูก 4 คน หลานอีกเป็น 10 ลูกหลานคุณก็ยังมีสิทธิ์ที่จะเอาคุณไปทิ้งได้ตอนแก่
2. การมีโรคร้ายแรงแบบหัวใจวายเฉียบพลันเป็นโรคที่ทุกคนควรจะมีไว้ประจำตัว เพราะตายเร็วดี ลูกหลานไม่ทรมาน ชีวิตไม่บัดซบ ไม่ทำให้คนอื่นเดือดร้อนด้วย
3. ใครที่คิดไม่แต่งงาน อยากเป็นโสดจนตาย เที่ยวหาเด็กเอ๊าะๆไปวันๆ ตอนแก่มากๆ คุณจะทำอย่างไร ในเมื่อเงินมหาศาลยังไม่สามารถจ้างคนมาคอยเช็ดก้นให้คุณได้เลย แล้วเมื่อป่วยใครจะพาคุณไปโรงพยาบาล
4. พวกรักร่วมเพศ โฮโม คนกลุ่มนี้ในอนาคต คาดว่าได้นอนตายคนเดียวบนเตียงไม่มีใครรู้แน่นอน กว่าจะรู้ก็คือกลิ่นศพเน่าลอยออกมานอกบ้านแล้ว เพราะไม่มีลูก หรือแฟน แล้วญาติๆคงจะมาดูแลคุณหรอก นอกจากคุณจะมีเงินมหาศาล (สัจธรรมอันนี้ผมว่ามันต้องเกิดกับผมแน่นอน ทำใจไว้แล้ว)
5. การฟอกไตไม่ใช่การรักษาโรค แต่เป็นการชะลอความตายเอาไว้ โดยสูญเสียเงินมหาศาล เพราะต้องฟอกจนกว่าจะตายนั่นแหละ
6. คนที่ไตเสื่อม ไม่ทำงานเหมือนอาม่า สามารถเลือกที่จะไม่ฟอกไตได้ แต่ของเสียในกระแสเลือดจะเยอะขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งเลือดเป็นพิษ มาทำร้ายตัวเอง นอนดิ้นทุรนทุราย จนตายไปเอง ภายในไม่กี่อาทิตย์ (ผมไม่แน่ใจว่าระดับความทรมานแบบไม่ฟอกไต แล้วดิ้นทุรนทุรายจนตาย จะมากกว่าความทรมานที่ผมได้ตอนนี้หรือเปล่า)
7. ในกรณีที่อาม่าตายแล้ว ผมยังเหลือ พ่อ กับ แม่ ที่ต้องดูแลต่อครับ

ข้อสงสัย
1. ผมบาปหรือเปล่าที่บางครั้งคิดอยากให้อาม่าตายเหมือนกัน เพื่อให้ตัวเองพ้นทุกข์
2. ผมคงทำกรรมอะไรไว้ในชาติที่แล้วแน่ๆเลย (ใช่ข่มขืนผู้ชายหรือเปล่านะ)
3. จากสองโอกาส นาทีทอง ที่มีสิทธิ์ปล่อยให้อาม่าตาย ไปต่อหน้าต่อตา ถ้าผมทำจริง แบบนี้ถือว่าบาปมั๊ยนะ ใครชำนาญเรื่องการถกเรื่องธรรมะ ชำระพระไตรปิฎก ช่วยตอบด้วย