บทเรียนชีวิต บทที่ 2
posted on 11 Jun 2007 23:07 by tarlomak in personalสืบเนื่องมาจากเอ็นทรี่ บทเรียนชีวิต บทที่ 1 ซึ่งเป็นประสบการณ์อัปยศจากการทำงาน แหม ..... ใครจะทราบครับว่าเหตุการณ์ แผนกลโกงข้ามทวีป แบบนี้ มันจะเกิดขึ้นได้ ไอ้ตอนอยู่ในห้องเรียน ในตำราเรียน ไม่มีการบอกไว้ว่าคนเรา เชี่ยมาก คนในบริษัทเดียวกันยังทำร้ายกันได้ แถมโกงบริษัทที่ตัวเองกำลังทำอยู่อีก สุดยอดมากๆ มาวันนี้ ติดลม ขอเขียนอีกเรื่องนึงต่อ เพราะเวลาห่างจากเหตุการณ์แรกไม่นานมากนัก ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่ไม่อาจบอกได้ว่าสอนอะไร อธิบายไม่ถูก เพราะไม่ได้เกิดกับตัวเอง แต่ตัวเองไปอยู่ในเหตุการณ์และรู้เรื่องราวทุกอย่าง ว่ามันเกิดอะไรขึ้น เพราะอะไร และทำไม
จาก Comment ของท่านผู้มีพระคุณ ในเอ็นทรี่ บทเรียนชีวิต บทที่ 1 มีอยู่3 ท่านครับ ที่แสดงความชื่นชอบ ในชีวิตอันรันทด บัดซบของผมเป็นพิเศษ คาดว่า3 คนนี้คงชอบอะไรรุนแรง หรือหนังโป๊แนว S & M (Sadism and Masochism) ได้แก่ คนแรก คุณเจ้าชายน้อย ที่บอกว่าชอบเรื่องราวบัดซบของผมอย่างออกนอกหน้า มีความสุขเป็นที่สุด เริงร่า ยิ้มแป้นแล้น มีความสุขมากๆ คนที่สองคุณอสุจิ (จิระ) ซึ่งอดรนทนไม่ไหวขอให้ผมเขียนเรื่องแบบซาดิสท์ๆ กันจะๆ คนที่สาม คุณ Life Goes On (Takoong) ซึ่งวนเวียนเทียน เวียนว่าย มารออ่านครับ
อยากได้ก็จัดให้ครับ บทเรียนชีวิตแสนรันทดและโคตรบัดซบ มีดังนี้
หลังจากเหตุการณ์ใน บทเรียนชีวิต บทที่ 1 (ใครยังไม่ได้อ่าน ไปอ่านเร้วว) ผมก็ตกงานสิครับ เนื่องจากไม่สามารถไปสมัครงานบริษัทอื่นๆใน field เดิมได้เลยเพราะชื่อตนเองเจอประจานเหมือนหมาขี้เรื้อนในหน้าหนังสือพิมพ์ซะอย่างงั้น แล้วประสบการณ์ในอุตสาหกรรมอื่นก็ไม่มี มีแต่ประสบการณ์กีฬาเล่นว่าวที่ภูมิใจสุดๆ เพราะชำนาญเป็นพิเศษ
สุดท้ายแล้วคุณอา (น้องของพ่อ) ชวนเข้าไปทำด้วยเพราะทนความสมเพสไม่ไหว เห็นหมูตัวน้อยนอนร้องไห้ทุกวัน ณ วันนึงเช้ามากๆ ขณะร้องไห้เอาหน้าจิ้มหมอน ยกก้นโด่งรับแสงตะวันอยู่ คุณอาเอาตีนเขี่ยๆ จิ้มๆ แซะออกมาจากเตียง (อันนี้โม้ เพราะจริงๆตอนนั้นกางมุ้ง นอนปูเสื่อน้ำมันที่พื้น) แล้วลากไปที่ทำงานด้วย บริษัทนี้เป็นของเพื่อนคุณอาเอง อยู่ตรงแจ้งวัฒนะ ใกล้ๆ Impact เมืองทองธานี เป็นบริษัทส่งออกกล้วยไม้ และดอกไม้สดไปต่างประเทศทั่วโลก
ก็ทำไปทำมาได้หลายเดือนครับ ซึมซับวิชาการขาย การหาตลาดดอกไม้สดในต่างประเทศ วิชาการเจรจา ต่อรองกับ supplier ต่อราคายังไงไม่ให้มันด่าพ่อด่าแม่ ขอเครดิตยาวๆยังไงไม่ให้มันแช่งยาวไปถึงอากง อาม่า เนื่องจากคุณอาผมเป็นคนที่เก่งโคตรๆ ไปหาตลาดส่งออกมาได้เยอะแยะเพิ่มขึ้นทุกเดือน ทั้งที่ญี่ปุ่น อเมริกา ยุโรป ทีนี้ความซวยมาเยือนครับ คือซัพพลายเออร์ เดิมๆที่มีอยู่ ไม่สามารถปลูกต้นไม้ ดอกกล้วยไม้ ได้ทัน (ดอกกล้วยไม้นะครับ ไม่ใช่ถั่วงอก ที่ปลูกไม่กี่วันก็กินได้แล้ว) ทำยังไงดี เงินอยู่ตรงหน้า ลูกค้าพร้อมที่จะจ่ายเงินอยู่แล้ว แต่ดันหาของให้ไม่ได้
ผมคาดว่าใครๆที่ต้องการจะซื้อดอกไม้เยอะๆ ถูกๆ ก็คงนึกถึง ปากคลองตลาด ผมก็ไปกับคุณอาเดินว่อนทั่วปากคลองตลาด ไม่ได้ไปซื้อเหมาขึ้นรถกะบะครับ แต่ไปถามว่าพวกเขาไปรับของมาจากไหนกัน พอได้ชื่อเบอร์โทรเสร็จสรรพ ก็ช่วยกันติดต่อกันจ้าละหวั่น กวาดมาหมดเท่าที่จะทำได้ แล้วจัดการส่งออกทันทีครับ
ชีวิตผมกลับมาเหมือนเดิมอีกครั้ง มีชีวิตชีวา สนุกกับการทำงาน การ deal ขายของได้ในแต่ละครั้งทำให้ตัวเองดูมีค่า ซัพพลายเออร์ก็ดีครับ พอเราซื้อเยอะๆเข้าทุกเดือนๆก็ลดราคาให้ บริษัทยิ่งกำไรมหาศาลเข้าไปอีก แต่ว่าเช่นเคยครับ ชีวิตบัดซบ รันทด มักจะเข้ามาเสมอในช่วงที่ชีวิตผมรุ่งโรจน์ ไฮโซ
วันนึงทำงานอยู่ครับ ได้ยินคุณอา ด่าใครไม่รู้ทางโทรศัพท์ดังมากๆ ด่าแบบว่า เชี่ย ควาย @#&X ไม่สามารถเขียนได้ครับ กลัวเจอปิดเว็บ ช่วงแรกๆก็ได้ยิน เดือนละ 2 3 ครั้ง ต่อมาได้ยิน วันเว้นวัน ผมถามคุณอาหลายครั้งว่าด่าใคร คุณอาตอบไม่มีอะไร แต่หน้าคุณอาซีเรียสม๊ากมาก
ต่อมาไม่นานนัก ณ เช้าวันเสาร์ขณะกำลังกินข้าวอยู่ในห้องครัวของออฟฟิศ พี่ๆที่บริษัทวิ่งพรวดพราดเข้ามา พูดอะไรก็ไม่รู้ ฟังไม่รู้เรื่อง จะหอบก็ไม่ใช่ บ่นก็ไม่เชิง ลิ้นพันกันไม่รู้เรื่อง ไม่ได้ความ จนมันหยุดพึมพำ แล้วอยู่ดีๆก็ตะโกนออกมาว่า คุณอาเจอยิง
ตอนนั้นผมมึนงง ปนกับไม่เชื่อ เกิดมาไม่เคยเจอใครยิงกันใกล้ๆตัว ผมวิ่งลงมา 1 ชั้น ยังไม่ทันลงบันไดขั้นสุดท้าย ก็เห็นเลือดกองไหลยาวหลายเมตรเลยครับ เห็นคุณอานอนอยู่ ยังหายใจ คุณอาเจอยิง 2 นัด ที่หน้าอก กับที่ศีรษะครับ ตอนนั้นเกลียดตัวเองอย่างนึง คือไม่รู้จะทำยังไง คนที่บริษัทเรียกรถพยาบาลแล้ว แจ้งตำรวจแล้ว แต่กับคุณอานี่ผมไม่รู้ว่าควรปฐมพยาบาลยังไง จะกดแผลดีมั๊ย จะยกหัวดีมั๊ย จะเลื่อนตัวคุณอาก็ไม่รู้จะดีขึ้นหรือแย่ลง ได้แต่นั่งคุกเข่าบนกองเลือด จับมือวัดชีพจรโง่ๆ
สุดท้ายแล้วคุณอาเสียชีวิตจากแผลที่โดนยิงเข้าศีรษะ เนื่องจากไปเฉี่ยวโดนสมองครับ เหตุการณ์นี้ได้ขึ้นหนังสือพิมพ์หน้า 1 หลายฉบับมากๆ มีขึ้นทั้งชื่อ นามสกุล และรูปถ่ายครบครัน โดยหนังสือพิมพ์ลงว่าพนักงานที่โดนไล่ออกกลับมาล้างแค้น แต่เจ้าของบริษัทที่เป็นเพื่อนคุณอาบอกจริงๆไม่ใช่ คนที่เป็นผู้ว่าจ้างยิงน่าจะะเป็นบริษัทคู่แข่งที่ส่งออกดอกไม้เหมือนกัน ตอนนั้นถึงได้รู้ว่าโทรศัพท์ที่คุณอาด่ากราดอย่างแรงนั้นคือบริษัทคู่แข่งที่โทรมาขู่บอกให้คุณอาเลิกติดต่อการส่งออก รวมทั้งการกว้านซื้อดอกไม้ เนื่องจากคุณอาเป็นคนอีโก้จัด มุทะลุ ไม่ยอมคน ถึงได้ด่ากลับอย่างแรง ครอบครัวผมได้ทำการยัดเงินรองอธิบดีกรมตำรวจในเวลานั้นเพื่อเร่งช่วยหาตัวผู้ร้ายโดยด่วนเป็นจำนวนเงิน 2 แสนบาท ในตอนแรกเห็นบอกว่าได้เบาะแสแล้วพอ จะ รู้ตัวแล้ว แต่ในที่สุดเรื่องก็เงียบไปในที่สุด คาดว่าไอ้ผู้ร้ายก็คงเงินหนา + มีเส้นสายไม่แพ้กัน สรุปคือคุณอาผมก็ตายโดยสื่อลงว่าเจอลูกจ้างกระจอกๆที่โดนไล่ออกไป กลับมาล้างแค้นยิงตายครับ
ผมคิดว่าทุกคนคงเห็น อ่าน หรือได้ยินข่าวฆ่ากันตาย โดยหนังสือพิมพ์ หรือ ตำรวจลงความเห็นว่า การขัดยังทางธุรกิจ นะครับ ผมเข้าใจเมื่อตอนนั้นเองว่า การขัดแย้งทางธุรกิจนั้น มันไม่ใช่แค่ใครโกงใคร ใครติดหนี้ใคร มันรวมไปถึงการแย่งลูกค้า การอิจฉาที่บริษัทคู่แข่งทำได้ดีกว่า การที่คนๆหนึ่งหรือบริษัทๆหนึ่งไม่มีความสามารถในการทำงานและ กลัว ไปไม่รอด จึงต้องฆ่าทำลายขู่แข่งเสียให้หมดไป เพื่อที่ตัวเองจะได้ทำงานแบบสบายๆ
ฟังดูแล้วเหมือนไม่น่าเชื่อว่า มนุษย์กล่องคนนี้จะเจอเรื่องราวอะไรกันเยอะแยะมากมาย ทั้งชีวิต ทั้งที่บ้าน ที่ทำงานอีก บางคนอาจสงสัยในใจ เอ๊ะนี่มันโม้ around the world เหมือนสมรักษ์ หรือเปล่าวะ ผมก็ไม่รู้จะพูดยังไงครับ สุดท้ายก็แล้วแต่ใครจะเชื่อ โลกไซเบอร์ครับ ไม่รู้จักหน้า ไม่ได้เห็นด้วยตา ขนาดสื่อต่างๆไม่ว่าจะทีวี วิทยุ หนังสือพิมพ์ มันยังไม่ใช่ความจริงทั้งหมดเลยครับ
ถ้าถามว่าเหตุการณ์บัดซบนี้ให้บทเรียนอะไรผม ผมว่าให้หลายเรื่อง อันดับแรกเลยคือการยืนยันชีวิตบัดซบในการทำงานของผม บทเรียนแรกที่ผมเขียนไป ผมนึกว่า เอาน่ะ มันคงเชี่ยแค่คนบางคน บางกลุ่ม แต่เหตุการณ์ที่สองนี้ ยืนยันแล้วว่า โลกที่ขาวสะอาดไม่มีอีกแล้ว มีแต่คนเชี่ยมาก เชี่ยน้อย โลกธุรกิจที่ต่อสู้โดยการใช้ฝีมือล้วนๆนั้น ไม่มีอีกแล้ว ในวงการธุรกิจจะเล่นเกมแบบซื่อๆตามกฎหามีไม่
อีกเรื่องที่เป็นบทเรียนคือ ทำงานเก่งๆ หนักๆ เหนื่อยจนเกือบตาย คนที่รวยคือเจ้าของบริษัท หรือผู้ถือหุ้น คุณทำให้ตายก็ได้ฐานเงินเดือน + ค่าคอม + โบนัส แล้วถ้าแลกด้วยชีวิตมันคุ้มกันที่ไหนครับ (เพื่อนที่เป็นเจ้าของบริษัทของคุณอา โยนเงินมาให้ก้อนนึงตอนงานเผาศพคุณอา ไม่กี่หมื่น แล้วไม่ติดต่อกลับมาถามครอบครัว ลูก เมีย ของคุณอาเลย ว่าเป็นยังไงบ้าง นี่เพื่อนกันนะ) อีโก้ ความทะนง ของคนเราก็ละๆลงมาหน่อยก็ดีนะครับ มันมีประโยชน์ต่อเราในเรื่องการผลักดันศักยภาพตนเอง แต่มันก็กลับมาทำร้ายเราได้ด้วยแรงที่พอๆกันครับ
ในโลกธุรกิจทุกคน ทุกคนต้องการสิ่งตอบแทนคือเงินเท่านั้น มิตรภาพหาไม่เจอ ผมอยากเตือนว่าท่านผู้อ่านท่านใด ได้มีเพื่อนชวนทำธุรกิจ หรือจะทำไปแล้วก็แล้วแต่ สิ่งที่ควรต้องทำคือสัญญาระหว่างทั้ง 2 ฝ่าย เขียนให้เป็นลายลักษณ์อักษร อย่าทำปากเปล่าเป็นอันขาด ตอนเริ่มธุรกิจใหม่ๆ ผมเชื่อทุกคนไฟแรง แต่พอเห็นเม็ดเงินแล้ว สันดานมนุษย์มันจะโชว์ออกมาเอง ในชีวิตผมเจอคนถูกโกงจนคิดกระโดดตึกตายเยอะมาก โดนเพื่อน หรือหุ้นส่วนโกงทั้งนั้น ทุกอย่างเกิดจากความไว้เนื้อเชื่อใจครับ ซึ่งมันไม่มีหรอกครับในโลกนี้ ถ้าอยากทำอะไร ทำคนเดียวดีกว่า เจ๊งก็เจ๊ง กลัวอะไร เจ๊งก็กลับไปเป็นพนักงานกินเงินเดือนกระจอกๆก็ได้ ไม่ใช่ว่าไม่มีเกียรติ ศักดิ์ศรีซะเมื่อไร งานทุกงานในโลกล้วนมีเกียรติศักดิ์ศรีเท่ากัน
ดีชั่วอยู่ที่ตัวกระทำ สูง-ต่ำอยู่ที่ทำตัว
จบแระ เศร้าเนอะ ซาดิสท์ด้วย
เอ็นทรี่ต่อไป ไม่ใช่บทเรียนครับ แต่เป็นเรื่องงานของผมเอง ตอนนี้เครียดมาก แล้วผมต้องตัดสินใจให้ได้ภายในสิ้นเดือนนี้เท่านั้น คิดว่าคงจะมาถามอะไรท่านผู้อ่านหน่อยครับ เพราะคิดไม่ตก อยากฟังเหตุผลมนุษย์เงินเดือนท่านอื่นบ้าง หรือทุกคนนั่นแหละ
ปล.1 ขอบคุณคุณเทพเจ้าสาวดาวเหนือ และ คุณรายละเอียดที่หายไป ถึงจะไม่รู้ว่าคือใครแต่ก็ตามมาเม้นท์ย้อนหลังเกือบทุกเอ็นทรี่ ขอบคุณหลายๆเด้อ รักตายเลยแบบเนี้ย แต่ถ้าจะให้ไม่พลาดซักเม็ด กดที่ Archive แล้วไล่ดูครับ จะเจอแต่ทุกเอ็นทรี่ซึ่งเป็น bullshit ล้วนๆ หาสาระมีไม่ 5555555
ปล.2 ขอขอบคุณทุกคนที่ add มนุษย์กล่อง เป็น favorite ครับ โดยเฉพาะผู้ชาย จะขอบคุณเป็นพิเศษ โฮ่ๆๆ
ปล.3 ผมเขียนยาวๆ อย่าเพิ่งเบื่อนะครับ คิดซะว่าอ่านหนังสือโป๊ดีๆ หรือหนังสือการ์ตูนซักเล่มก็ได้ครับ