มองชีวิตผ่านแมว (ไม่ใช่แม๊ว)
posted on 07 Oct 2008 00:37 by tarlomak in Gibberish
ถ้าพูดถึงคำว่า ”ชีวิต” นี่มันเอาอะไรแน่นอนไม่ได้จริงๆครับ ไม่ว่าจะชีวิตคนหรือชีวิตสัตว์
ความเป็น กับ ความตาย โชคดี หรือ โชคร้าย บางครั้งมันเกิดจากโอกาสเพียงแค่เสี้ยววินาที เหมือนแสงไฟที่แว่บเข้ามา
เมื่อสัปดาห์ที่แล้วผมเดินไปธนาคารใกล้ๆบ้าน กลางทางเจอลูกแมวตัวเล็กๆ ยืน “เมี๊ยว” อยู่ใต้สะพานลอย

แมวสีเหมือนในรูปนี้เลย น่ารักมากครับ สีสวยมาก เนื้อตัวสะอาด คือดูก็รู้ว่าเป็นแมวมีเจ้าของ ซึ่งลูกแมวมันอาจจะหนีออกจากบ้านตามกิ๊กออกมา หรือไม่ก็เจอเจ้าของเอามาทิ้งครับ
ด้วยความรักสัตว์ เลยทำท่าง้างเท้าเหมือนจะเตะมัน มันก็วิ่งหลบไปอยู่ใกล้ๆ ขากลับจากธนาคาร แมวตัวเดิมยังอยู่ที่เดิม ครั้งนี้ผมนั่งลงไปลูบหัวมันเล่น แล้วเดินกลับบ้าน
ตอนผมเดินเข้าบ้าน พนักงานบอกผมว่า “อ้าว เฮียพาใครมาด้วยแน่ะ”
ด้วยความตื่นเต้นดีใจนึกว่าเป็นพี่ยามที่แอบส่งสายตาจิกให้ที่ธนาคาร เลยรีบหันไปมอง
กรี๊ดดดด
ไม่มี....
ผู้ชายหาย...
ปรากฏว่าเหลือแต่ ”แมว”
แมวริมถนนตัวนั้นแอบเดินตามผมมาตลอดทางจนถึงบ้าน พอผมหยุดเดินมาก็มาเดินวนๆรอบขา ทำหน้าแอ๊บแบ๊วสุดขีด เชื่องมากๆ
บ้านผมเลี้ยงสัตว์ไม่ได้ เป็นตึกแถว มีเด็กเล็ก มีคนแก่ เป็นทั้งบ้าน บริษัทที่ประกอบไปด้วย 3 ออฟฟิศย่อย กับ 2 โกดัง และติดถนนใหญ่ ซอยบ้านมีรถเข้าออกวันนึงหลายร้อยคัน ถนนหน้าบ้านมีรถผ่านนับไม่ถ้วนเพราะเป็นเส้นไปสนามบินสุวรรณภูมิ จึงเป็นอันตรายต่อสัตว์ทุกชนิด ไม่นานมานี้หมาที่บ้านก็เจอรถทับตาย ไส้ทะลักออกมาทีเดียว 
ถึงผมจะห่วงความปลอดภัยในชีวิตแมวตัวนี้มากแค่ไหน แต่ก็ทำอะไรไม่ได้มาก ไม่ว่าผมจะเดินไปที่ไหนมันก็เดินตามไปด้วย ถ้าผมนั่งในออฟฟิศมันจะนอนรออยู่หน้าประตูกระจก ถ้าผมเดินไม่ว่าจะหน้าบ้าน หลังบ้าน ขึ้นมาบนบ้านมันก็ตามมาติดๆ เหมือนจูออน ไม่สิ เหมือนหนี้บัตรเครดิตมากกว่า หุหุ
ไอ้แมวตัวนี้มันเดินตามผมอยู่อย่างนี้หลายชั่วโมงทีเดียว ก็พอดีมีลูกค้าคนนึงมาซื้อของที่บ้านผมแล้วเห็นแมวตัวนี้เข้า อาจจะด้วยเหตุที่ว่าลูกค้าเป็นคนรักสัตว์ หรือแมวตัวนี้สีสวย หรือมันแอ๊บแบ๊วได้ผล หรือถูกชะตา ชาติที่แล้วเป็นแม่ลูกกัน ลูกค้าคนนี้วิ่งเข้าไปอุ้ม เอาแมวมากอด มาจูบ รักแมวมากปานจะเลียขนให้แมวเลยทีเดียว หลังจากลูกค้าผมกอดจูบลูบจิ๋มแมวอยู่ไม่นาน ก็พูดกับผมว่า “ขอเอาแมวตัวนี้ไปเลี้ยงได้มั๊ย”
ผมโอเคอยู่แล้ว ถ้าแมวอยู่บ้านผม ได้เป็นแมวแผ่นแน่ๆ ยังไม่พอครับ ลูกค้าขอกล่องกระดาษลูกฟูก หนังสือพิมพ์เก่าๆ แล้วก็รีบวิ่งไปซื้อน้ำเปล่า ซื้อนม ซื้อขัน อาหารแมว ได้ในเวลาอันรวดเร็ว แล้วกลับมาที่บ้านผม อุ้มแมวมันขึ้นรถ แล้วขับออกจากบ้านไป
ช่วงเวลาทั้งหมด ตั้งแต่แมวเดินตามผมเข้ามาในบ้านในฐานะแมวจรจัด ซึ่งไม่มีเจ้าของไม่มีใครสนใจ ไม่มีใครอยากได้ จนมันมีเจ้าของที่ขับรถ AUDI A6 ซึ่งสุดแสนจะรักมัน ขับรถพามันออกไปจากบ้านผม ใช้เวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมง แต่ชีวิตมันพลิกผันจากหน้ามือเป็นหลังตีน ได้รวดเร็วมากๆครับ
ผมอดคิดไม่ได้ว่า
- ถ้าแมวตัวนี้ไม่เสี่ยงที่จะเดินตามผมมาล่ะ หรือถ้าผมไม่สะเออะไปเล่นกับมัน
- ถ้าแมวตัวนี้ไม่ทำตัวขี้อ้อน แอ๊บแบ๊ว คิกขุตาใสซื่อ
- ถ้าแมวตัวนี้มีตำหนิ เป็นขี้เรื้อน หรือขาหายไปข้างนึง
- ถ้าผมเลือกที่จะเดือนไปธนาคารในช่วงบ่าย
แล้วผลลัพธ์ที่ได้มันจะเป็นแบบที่ผมเจอวันนี้หรือเปล่า 
มีอภิมหาโคตะระเศรษฐีคนนึง เคยพูดกับผมว่า “ในชีวิตคนเราทุกคน มีลมแห่งโชคลาภ พัดผ่านปลายจมูกเราไปอย่างน้อย 1 ครั้ง สิ่งเดียวที่เราต้องทำคือ ยื่นจมูกออกไปสัมผัสมันเท่านั้น” ผมเชื่อเลยครับ ชีวิตคนเรามันต้องตัดสินใจทำอะไรบางอย่าง ในบางครั้งต้องเสี่ยงเพื่อให้ได้สิ่งที่ดีกว่า (Nothing ventured, nothing gained.) ถ้าแมวตัวนั้นไม่รวบรวมความกล้า เสี่ยงเดินตามผมมาถึงบ้าน มันก็ยังคงอยู่ริมถนนต่อไป หรืออาจจะเจอหมากัดตาย หรือรถทับก็เป็นได้
มีอีก 2 ตัวอย่างที่ผมเจอ แล้วผมคิดว่า ทำไมชีวิตคนเรามันผกผันได้ง่ายดายเพียงนี้
เรื่องแรก
ครูฝึกหล่อมาก ล่ำโคตรๆ เป้าตุงๆในฟิตเนสของผมครับ เพิ่งจบจากมหาลัย คณะวิทยาศาสตร์การกีฬา อายุ 23 และยังลังเลกับชีวิตอยู่ว่าจะไปทำอะไรดี เค้าเริ่มงานที่นี่เป็นเด็กระดับฝึกงานก่อน แล้วพัฒนาเป็นระดับ Gym on Floor คือดูแลลุกค้าที่โง่ๆ ที่ใช้อุปกรณ์ไม่เป็น ยกเวทผิดท่า อะไรประมาณนั้น (ซึ่งผมก็แอ๊บโง่) จนเมื่อเดือนกันยายนgเราได้เสียกัน เอ๊ยไม่ช่ายยย มันได้เลื่อนขั้นเป็นครูฝึกครับ จากวันแรกถึงวันได้เป็นครูฝึกใช้เวลา 7 เดือนนิดๆ
เนื่องจากจำนวนครูฝึกเต็มตามโควต้าแล้ว ทำให้มันไม่สามารถประจำสาขาที่ผมเล่นได้ มันมีทางเลือกที่โหดมากคือย้ายไปสาขาเปิดใหม่ แต่อยู่ที่โคราช ที่ๆมันไม่มีเพื่อน ไม่มีคนรู้จัก หาลุกค้าหน้าใหม่หมด มันลังเลอยู่นานมาก ว่าจะลาออกกลับบ้านนอกไปทำไร่ หรือจะไปทำอย่างอื่น สุดท้ายก็ตัดสินใจไปโคราชเป็นครูฝึกที่นั่น ผลปรากฏว่า เงินเดือนจาก 8,000 บาทที่เคยได้ เพิ่มเป็น 200,000 บาท ภายใน 1 เดือน เพราะว่ามีคนมาจ้างเค้าทำคอร์สส่วนตัว Personal Trainer ครับ ซึ่งก่อนหน้านั้นทุกคนคิดว่ามันจะไม่บูม เพราะเศรษฐกิจแย่
เรื่องที่สอง
ตอนผมลาออกจากงาน กลับมาที่บ้านใหม่ ก็ได้เริ่มเขียนโปรแกรมฐานข้อมูล เอาไว้ใช้ในบริษัท ซึ่งแต่ก่อนจะใช้กระดาษล้วนๆ เนื่องจากรีบอยากให้เสร็จเร็วๆ และคิดว่าเราทำเอง ไว้ดูเอง ไม่ต้องสวย ไม่ต้องปราณีต ปรากฏว่าเดือนที่แล้วอยู่ดีๆมีลูกค้ามาที่บ้าน แล้วเห็นเจ้าโปรแกรมตัวนี้ของผมเข้า เค้าเดินมาหาผมขอซื้อโปรแกรมทันที โดยยินดีจ่ายสูงถึง 50,000 บาท พอขายได้ 1 รายแล้วอีกไม่กี่วันก็มีอีก 2 รายมาขอซื้อครับ ทั้งๆที่ทั้งปี ไม่เคยมีคนมาขอซื้อเลย
โปรแกรมผมก้โคตรง่าย เก็บข้อมูลลง Microsoft Access แล้วใช้วิธีการป้อนข้อมูลผ่านทาง Internet Browser การดึงข้อมูลขึ้นมาก็เช่นกัน เพราะเป็นระบบ Client-Server Programming โดยมีการใช้ Java และ Visual Basic เข้ามาเสริมนิดหน่อย มีคอมพิวเตอร์ 1 ตัวไว้เป็น Server ตัว Client กี่ตัวก็ได้ ใช้ PDA เข้าดูข้อมูลได้ด้วย คือถ้าลูกค้ารู้เรื่องคอมพิวเตอร์จะรู้ว่า โปรแกรมผมไม่มีเชี่ยอะไรเลย คนที่ทำงานในวงการ IT แบบ แพนด้าญี่ปุ่น หรือน้องกระปุกตั้งฉ่ายมาเห็น คงหัวเราะจนฉี่เล็ดเลยแหละครับ แต่ก็นั่นแหละ ขายได้แล้ว ทั้งๆที่ไม่เคยคิดมาก่อน
เหตุการณ์เหล่านี้ทำให้ผมคิดอะไรบางอย่างเรื่องชีวิตของมนุษย์ขึ้นมาครับ
1. ทุกอย่างบนโลก ไม่มีคำว่าบังเอิญ (There’s no accident.)
2. ดูเหมือนทุกอย่างเบื้องบนกำหนดลงมาแล้ว (Somehow, it seems that God has a plan on us. We are just a pawn on the Chessboard.)
3. ทุกสิ่งมีชีวิตบนโลกล้วนเกี่ยวข้องกันทั้งนั้น ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง (We ‘re all connected by one way or another)
4. จากข้อ 3 ดังนั้น ไอ้พวก loner ที่มักจะคิดว่า “เฮ้ย เรื่องนี้ฉันไม่เกี่ยวน้า” หรือ “เอ๊ะ ผมอยู่ของผมคนเดียว ไม่ได้ยุ่งกับคุณเลย” หรือ “ โอ๊ยยยย เรื่องการเมือง เลือกตั้ง ใครก่อม๊อบ น้ำท่วม ทหารและตำรวจภาคใต้ตาย ไม่เกี่ยวกับผมเลยสักนิด” เค้าคิดผิดมาตลอด เราอยู่ในโลกเดียวกัน มันเป็นไปได้ไงที่ใครบางคนที่จะไม่เกี่ยวไม่ยุ่งกับสิ่งใดๆสิ่งอื่นบนโลกเลย (If we live in the very same planet earth, it’s inevitable to deny your existence. )
5. Love changes everything. (เหมือนเพลงของเจ๊ Sarah Brightman )
6. Expect the unexpected เพราะชีวิตของเรามันเป็นแบบนั้น อะไรก้เกิดขึ้นได้