เมื่อฉันเป็นนักเขียน
posted on 11 Jul 2010 00:55 by tarlomak in Life
Being a writer
เห็นผมแรดๆ แบบนี้ ใครจะรู้ว่าตัวจริงแรดกว่ามาก 
เอ๊ย ตัวจริงก็เป็นคนซีเรียสๆ เข้มๆ แบบบิลลี่ (ถ่อยๆแบบเต๋าสมชาย) เป็นนะ จริงจี๊งงงงงง
มีอาชีพนึงซึ่งผมไม่เคยคิดจะได้ทำ แต่ก้ได้ทำ ช่วงสมัยเรียน ป.โทครับ
อาชีพที่ว่าคือ Columnist ไม่อยากแปลว่า “นักเขียน” เพราะเขียนไม่ได้เรื่องได้ราวเท่าไร ได้แต่ลาว(เสี่ยว)
เริ่มต้นเลยคือ ได้รับการจุดธูป นั่งเทียน ให้ไปเขียนคอลัมน์เล็กๆใน นิตยสารคอมแห่งนึงก่อน
คอลัมน์เล็กๆที่ว่านี้คือ พวกเกร็ดความรู้ หรือ Tips ต่างๆเกี่ยวกับคอม ซึ่งมีเนื้อที่ต่อหนึ่งหน้ากระดาษประมาณ 10 % ไรงี้
(ที่เรามักจะเห็นเป็นติ่งริดสีดวง ห้อยๆอยู่ด้านข้างของกระดาษ หรือบางทีก็ด้านล่าง)
ก็ได้เงินเล็กๆน้อยๆ บางทีก็ไม่ได้นะเออ
มันลืม... -*-
ต่อมา บก. วันนึงก็เกลียดขี้หน้าเหล่าเซียนนักเขียนมือฉมังที่มีอยู่ในสังกัดเป็นกระสอบๆ แล้วโทรมาบอกให้ผมเขียนเรื่องที่จะลง Cover (ปกหน้า) โดยได้เงิน 2000 บาท และมีเนื้อห้าประมาณ 4 หน้าของนิตยสาร
นิตยสารที่ผมกำลังจะเขียนเรื่องลงหน้าปกนี้ เป็นนิตยสารคอมพิวเตอร์รายปักษ์ ที่ขายดีที่สุดในประเทศ และเป็นที่รู้ๆกันว่าเรื่องลงหน้าปกต้องอัพเดทสุดๆ พูดง่ายๆคือ คนอ่านต้องไม่รู้รายละเอียดอะไรเลย ถ้าเป็นเรื่องเก่าๆเชยๆ ลงหน้าปก คนก็จะไม่ซื้ออ่าน
ความรู้สึกแรกคือ ตื่นเต้นมาก จนนอนไม่หลับ เพราะสิ่งที่ผมจะเขียนลงหน้าปก จะต้องมีพวกเนิร์ดคอมฯซื้ออ่านกันถึง 3 หมื่นคนทีเดียว ถึงแม้ใน blog นี้ ตลอดหลายๆปีที่ผ่านมา มีคนมาคอมเม้นท์มากมาย ว่าผมเขียนดี เขียนเก่ง อ่านสนุก ไรงี้ แต่เขียนบทความที่เชิงวิชาการปนธุรกิจ นี่มันคนละเรื่องเลย
สิ่งที่ทำให้ผมดีใจมากจากคอมเม้นท์ที่มาเขียน blog แห่งนี้คือ
1.เคยมีคนมาขอ blog ผมไปทำ pocket book ตั้งแต่ปีแรกที่ผมเริ่มเขียน 
2.เคยมีคนมาคอมเม้นท์ว่า เค้าต้องพิมพ์ blog ผมทั้งหมดออกมาอ่านบนเครื่องบิน แก้เหงา 

3.มีคนบอกว่า blog ผมให้ความรู้ ให้มุมมองที่ไม่เหมือนชาวบ้านดาษๆ 


แต่ blog เพิ่งเขียนได้ไม่กี่ปี แต่เหตุการณ์ที่ผมต้องเขียนลงนิตยสารคอม นี่มันจะ 10 ปีมาแล้วล่ะ
ผมเลือกที่จะเขียนเรื่องเทคโนโลยีของหน่วยความจำหรือ RAM นั่นเอง
เมื่อเกือบๆ 10 ปีที่แล้ว เรารู้จักแต่ SD-RAM ต่อมาเป็น DDR ส่วนผมเขียนถึง RAM ตัวที่เมืองนอกเพิ่งคิดได้ แล้วคนไทยยังไม่เคยได้ยินชื่อมาก่อน
ผมจำไม่ผิดเดทไลน์คือ 15 วัน หลังจากวันที่รู้ว่าต้องเขียน พอรู้แล้วก็ศึกษาข้อมูลจนเป็นบ้า ต้องมีข้อมูลด้านเทคนิค ถึงตอนนั้นจะเรียนป.โท ด้านคอม แต่ก็ช่วยอะไรไม่ได้มาก เพราะมันเป็นเทคโนโลยีใหม่ ข้อมูลทุกอย่างต้องหาจากเน็ท และเป็นภาษาอังกฤษทั้งหมด แถมเน็ทก็ความเร็ว 64K -*-
แต่ด้วยการที่ค้นข้อมูลมาเยอะมาก ก็มั่นใจล่ะว่าผลงานของเราต้อง “เยี่ยม” ในระดับนึง
และแล้วก็ถึงวันส่งต้นฉบับ
เด็กคนนึง มั่นใจกับตัวเองซะเหลือเกิน เข้าไปพบ บก. พออ่านจบปุ๊บ เจอด่าเป็นสึนามิ นานร่วม 30 นาที
แน่นอน ว่าเด็กกะโปกใส อายุ 20 นิดๆ รับไม่ได้ จำได้ว่าน้ำตาไหล 


สรุปจับใจความได้ว่า บก. ตำหนิติเตียนมา หลายเรื่อง ดังนี้
1. การเขียนต้องมีความเป็นตัวของตัวเอง
2. ต้องใส่ความคิดเห็นลงไปแบบชัดเจน(ประมาณหมอลักษณ์ฟันธง) เพราะเป็นหนังสือเชิงธุรกิจ คนอ่านจะได้ตัดสินใจถูกว่าควรซื้อหรือไม่ซื้อ
3.ต้องกล้าออกความเห็น โดยมีหลักฐานยืนยัน
ผมเคยได้ยินคำว่า “ถ้าคุณไปพบหมอดู ก็เท่ากับว่าคุณพร้อมที่จะเชื่อ”
ก็เหมือนกับว่า ถ้าเราซื้อหนังสือ ก็พร้อมที่จะเรียนรู้สิ่งใหม่
หรือถ้าเราโทรไปปรึกษาเพื่อน ก็คือเราพร้อมที่จะฟัง
หนังสือก็เช่นกันครับ หนังสื่อเป็นสื่อที่คนมักจะคิดว่า ผู้เขียนต้องรู้จริง ต้องรู้ดีกว่าคนอ่าน คนถึงได้ซื้ออ่าน เพราะคนอ่านพร้อมที่จะรับรู้สิ่งใหม่ๆแล้วนั่นเอง ทั้งๆที่จริงๆแล้ว คนเขียนอาจจะรู้น้อยกว่าคนอ่านด้วยซ้ำ
บทความที่ผมเขียน ผมไม่ได้สรุปจำแนก แยกให้ชัดเจน ว่าไอ้ตัวนั้นมันดีกว่าไอ้ตัวนี้ ไอ้ตัวนี้มันคุ้มราคามากกว่าไอ้ตัวนั้น ฯลฯ
เพราะว่าผม “ป๊อด” ครับ ไม่ใช่ โมเดิร์นดอก แต่ ป๊อดปอดแหก
คือไม่กล้าฟันธงลงไปว่า ไอ้ฮาร์ดแวร์ตัวที่ผมกำลังเขียนถึง มันจะรุ่งโรจน์โชติช่วงชัชวาล โดยมีผลจะทำให้ RAM ที่มีอยู่ในประเทศทั้งหมดตกรุ่นและขายไม่ได้ทันที ใครตุน RAM ตัวเก่าไว้มันจะต้องเจ๊ง ล้มละลาย (ไรงี้)
ซึ่งทำให้คนอ่าน อ่านแล้วรู้สึกว่า “เฮ้ย แล้วกูควรจะซื้อมั้ย ถ้าไอ้ตัวนี้ออกมาขายจริง”
อย่างไรก็ดี นิตยสารเ่ล่มนี้ก็ออกมา คนฮือฮามาก เพราะเป็น RAM แบบใหม่ของโลก และคนไทยไม่เคยได้ยินมาก่อน และแน่นอน 6-8 เดือนต่อจากนั้น RAM แบบเก่าที่มีอยู่ในตลาดตกรุ่นทั้งหมด PC ทุกเครื่องหันมาใช้ RAM ตัวที่ผมเขียนถึง (ซืึ่งต่อมาอีกไม่นานนักก็ตกรุ่นไปตาม nature ของตลาด)
ไม่นานมานี้ ผมอ่าน a book bulletin คุณพิมพ์ผกาขึ้นปก เฮดไลน์สีแดงฉานว่า “Conflict is interesting”
แน่นอน เธอคนนี้เป็นคนสีแดง หัวสมัยใหม่ และสิ่งที่เธอเขียนก็บิดเบือนข้อมูลที่แท้จริงในหลายๆอย่าง แต่นั่นไม่ใช่ประเด็น ประเด็นคือ เธอคนนี้กล้าออกมาสารภาพว่าชั้นเป็นสีแดง และได้ให้เหตุผลต่างๆนาๆ เพื่อยืนยันถึงเหตุผลว่าทำไมเธอเลือกเป็นสีแดง
นี่แหละคือนักเขียนจริงๆ อ่านแล้ว คนอ่านได้ข้อมูล ว่าทำไมเธอต้องเป็นสีแดง ด้วยเหตุผลอะไร ยังไง
นักเขียนอีกคนที่ผมชอบคือ ซูโม่ “ตู้” พี่เค้าไม่ใช่เสื้อเหลือง หรือแดง แต่ให้เหตุผลที่ไม่ต้องการให้ทัคกี้กลับมาครองเมืองว่า “ผมไม่ต้องการนายกหน้าเหี้ยครับ” อาจฟังดูหยาบคายในตอนแรก และดูเหมือนว่ามันไร้เหตุผลมาก คิดได้แค่นี้หรือ แต่จริงๆแล้วเราคนไทยทุกคนก็รู้ดี ว่านายกฯทุกคนเข้ามาเพื่อโกงกิน เพื่อพวกพ้อง เพื่อนายทุนที่หนุนหลัง
ดังนั้นใครจะมาเป็นนายกก็เหมือนกัน แต่อย่างน้อยขอให้ดูดี ภาษาอังกฤษเก่งๆ ไม่ขายขี้หน้าเมืองนอกดีมั้ย (คิดดูขนาดเศรษฐกิจเราฉิบหายเยี่ยงนี้ ยังสามารถเก็บภาษีได้ 2แสนล้านบาทต่อ 1 ไตรมาส มีเงินให้ถลุงเยอะขนาดนี้ ใครจะไม่อยากกระเสือกกระสนมาเป็นนายกฟระ )
สรุป
จากประสบการณ์ของการเขียนบทความ cover story ได้ให้ประโยชน์กับผมมากในการทำ thesis และ dissertation อีกหลายๆเล่ม (สมัยก่อนรับจากเขียนวิทยานิพนธ์ส่งออกออสเตรเลีย อเมริกาและยุโรป)
การเขียนอะไร ต้องตอบโจทย์ และต้องแสดงถึงความเห็นและมุมมองของเราครับ อย่าได้กลัวว่าคนอ่านจะกลับมาด่าเรา ว่าเราคิดผิด ว่าเราข้อมูลไม่แน่น โลกนี้ไม่มีคนโง่จริงๆหรอก มีแต่คนรู้มากรู้น้อย เพราะข้อมูลที่แต่ละคนได้รับมันไม่เท่ากัน เหมือนเรื่องโลกกลม กับโลกแบน
เขียนผิด เขียนถูก คนอ่านตัดสินเองได้ครับ หรือไม่กาลเวลาจะพิสูจน์เอง
ปล. เว็บรีวิวอาหารก็เช่นกัน บาคนบอกว่าร้านนี้อร่อยโคตรพ่อ ร้านนั้นอร่อยโคตรแม่ ร้านนี้ที่สุดในประเทศแล้ว กินแล้วแสงพุ่งวิ๊งๆ ทั้งนี้ ทั้งนั้น อาจจะเป็นเพราะคนเขียนรีวิว ไม่เคยได้ไปกินร้านที่อร่อยกว่านั่นเองครับ
ชอบครับได้ไอเดียดี ตอนที่เริ่มเขียนนู่นนี่ใหม่ๆผมก็เป็นอย่างนี้เลยครับ ชอบใช้คำว่า "อาจจะ" "บางที" อะไรพวกนี้เยอะมาก ไม่กล้าฟันธง ทุกวันนี้ก็ยังไม่กล้ามาก แต่ก็พอจะกล้าพูดได้ชัดเจนครับ 
#1 By E.T.*** on 2010-07-11 01:27