BANGKOK is (almost) BACK
posted on 11 Jun 2010 00:18 by tarlomak in Life
เมื่อหลายวันก่อนโน้นนน ผมเกิดอุบัติเหตุแถวมอเตอร์เวย์ครับ เรียกได้ว่า เลือดตก ยางแตก รถพังกันเลยทีเดียว
หลังจากวันนั้น เวลาผ่านแถวๆ “จุดเกิดเหตุ” ก็จะรู้สึกแสยงๆ สยิวๆ เหวงๆ บางทีปวดหัว เพราะความรู่้สึกมันกลับมารุนแรงมาก ถึงขั้นที่ว่ารอดตายมาได้โดยที่แขนไม่หัก ขาไม่ขาด คอยังอยู่บนบ่า นี่ก็โชคดีสุดๆ สุโค้ยจตุคาม มากๆแล้ว
ผมเชื่อว่า สถานที่ี่เกิดเหตุร้ายแรงต่างๆ มันเหมือนเป็นฝันร้ายที่คอยตามหลอกหลอนเราไปตลอด ภาพน่ากลัวๆจะยังคงอยู่ในหัวของเรา ต้องใช้เวลานานกว่าจะลืมครับ หรือจนกว่าสถานที่ดังกล่าวจะเปลี่ยนไป จนเราจำไม่ได้
เหตุการณ์บ้านเมืองเราล่าสุดก็เช่นกัน หลังจากที่ คนรักนปช. เผาบ้านเผาเมืองกันเป็นที่เรียบร้อย
สิ่งที่ยังเหลือตามมาหลอนจนทุกวันนี้คือ ภาพอันน่าสยดสยอง เซ็นทัรลเวิร์ลด์พังไปเป็นแถบ MK สยามไฟไหม้มาถึงชั้นบน โรงหนังสยามหลังคาถล่ม เซ็นเตอร์วันไร้ผู้คน ฯลฯ ทุกครั้งที่นั่งรถไฟฟ้าผ่าน ผมจะรู้สึกหดหู่มาก สิ่งที่รัฐบาลกำลังทำตอนนี้คือเร่งฟื้นฟูทุกอย่าง ให้มันกลับมาเมือนเดิม
ในด้านการตลาด สิ่งที่มีผลต่อการจับจ่ายใช้สอยของคนมากที่สุดคือ “อารมณ์” ไม่ใช่ “เหตุผล” ครับ
เหมือนเคยเขียนถึงเรื่องนี้ไปแล้ว เวลาเราอยากได้ของอะไร เหตุผลต่างๆนาๆจะตามมาเอง ถึงแม้ของสิ่งนั้นเราไม่จำเป็นต้องมีมันก็ตาม
คนเราจะช้อปปิ้งก็ต่อเมื่อมีความสุข หรือรู้สึกตื่นเต้นจากการกระตุ้นต่างๆเช่นป้ายคำว่า “นาทีทอง” “SALE” “ลดกระหน่ำ” สามคำนี้เห็นทีไร สติสัมปชัญญะจะหายไปหมดสิ้น รู้ตัวอีกทีข้าวของเต็มมือ
นี่คือเหตุผลที่ว่าช่วงนี้ มีอีเว้นท์ช้อปปิ้งช่วยชาติมากมาย เพราะช่วงที่ผ่านมาเราหดหู่มาก เราซื้อของน้อยลง เราไม่อยากออกจากบ้านมาไกลๆเพื่อซื้อของ การจัดอีเว้นท์และกิจกรรมต่างๆจะกระตุ้นทำให้คนออกมาช้อปปิ้ง และเงินก็จะถูกหมุนในระบบต่อๆไป
อีเว้นท์แรกที่ถูกจัดหลังสลายการชุมนุมคือที่สีลมครับ ซึ่งเป็นถนนที่มีคนทำงานออฟฟิศหลายหมื่นคน และได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์วุ่นวายอย่างแรงเช่นกัน
(ขอโชว์ภาพ เจอลากไปช้อปปิ้งมาเหมือนกัน T-T )
มีนักเขียนหลายคนที่ผมชื่นชอบ ได้โพสตามทวิตเตอร์บ้าง เฟสบุคบ้าง ในช่วงที่รัฐบาลกำลังจะสลายม็อบที่ราชประสงค์(ซึ่งลามยาวมาจนถึง รพ.จุฬา แยกศาลาแดง) เค้าเขียนประมาณว่า “รัฐบาลไม่ต้องรีบสลายม๊อบก็ได้ ผมยังไม่ได้รีบไปช้อปปิ้งขนาดนั้น” บางคนก็ติ๊ดส์แตก ทำเหมือนกับว่าการสลายม็อบเป็นเรื่องที่ปิศาจ ซาตานมาก บ้าๆบอๆกันไป
ไมว่าจุดประสงค์ที่แท้จริงของกลุ่มนปช.คืออะไร แต่ที่แน่ๆ มันมีผลต่อคน 10 ล้านที่ใช้ชีวิตอยู่ในกรุงเทพครับ ซึ่งมีกลุ่มคนบางคนเรียกว่า “ประเทศกรุงเทพ” ไปเรียบร้อยแล้ว ซึ่งก็ไม่ผิด (ประชากรในกรุงเทพมากกว่าประชากรรวมของบางประเทศเสียอีก)
นักเขียนเหล่านั้นอาจจะไม่ได้รับผลกระทบ ไม่ได้เดือดร้อน ถึงได้ไม่ทราบว่ามีคนหลายหมื่นคนขาดรายได้ โดยเฉพาะพนักงานรายวันในห้าง พนักงานตามคอนแทรคต่างๆ เหตุผลที่รัฐบาลต้องรีบเอาพื้นที่การชุมนุมคืนทั้งหมด “เพื่อให้คนกรุงเทพฯกลับมามีชีวิตตามปกติให้ได้” ไม่ต้องอยู่อย่างหวาดกลัว ยืนริมระเบียงคอนโดก็เจอยิงหัวแบะ เดินบนถนนก็เจอฆ่า ไรงี้
ผมมีเพื่อนที่บ้านอยู่ใกล้จุดเกิดเหตุ แต่ไม่สามารถกลับบ้านตัวเองได้ เพราะถนนเจอปิดและเหตุการณ์รุนแรงมาก จนต้องสัมภะเวสีไปตามที่ต่างๆ
ผมและพี่ๆที่ขายของอยู่ในซอยละลายทรัพย์ ขายของได้วันละ 0 บาท (ศูนย์บาท) แต่ต้องจ่ายค่าเช่าเดือนละ 3 หมื่น
น้องชายผม อยู่บริษัทรับจัดอีเว้นท์ เจอบีบให้ลาออกเนื่องจากเงินเดือนสูงเกิน และบริษัทขาดรายได้ เงินหายไปประมาณ 40 ล้านทันที จากเหตุการณ์ชุมนุมที่ยืดเยื้อ
เรื่องจัญไรๆ แบบนี้จะยังมีอีกมากมาย หากการชุมนุมยืดเยื้อต่อไป ขอบคุณรัฐบาลและทหารที่ทำให้กรุงเทพกลับมาสงบได้อีกครั้ง
เอ็นทรี่นี้ขอมอบให้ทุกคน ที่ออกไปช่วยเหลือเก็บกวาดขยะ ทำให้บ้านของเราสะอาด กลับมาดูเหมือนสวยงามดังเดิม ทุกคนเป็นคนดีจริงๆ ทุกคนยิ่งใหญ่มาก
อยากขอบคุณทุกคนในภาพข้างล่าง ที่ออกไป “ไหล”
บนถนนสีลมเพื่อช้อปปิ้ง และที่อื่นๆเช่นถนนอังรีดูนังต์ ที่ไบเทค ที่ศูนย์ประชุม ฯลฯ เพราะคุณกำลังทำให้กรุงเทพฯกลับมาเข้มแข็ง และเดินหน้าได้แข็งแกร่งเหมือนเดิม คุณสร้างกำลังใจให้เหล่าพ่อค้าแม่ค้ามากกว่าที่คิด ขอบอก
ขอบคุณรัฐบาลที่ออกมาตรการช่วยเหลือต่างๆ ของคุณ SME Bank ที่ให้ผมทำเรื่องยื่นกู้เงินเยียวยา
อาจจะดูเหมือนผมเป็นคนชั้นกลางที่ฟุ้งเฟ้อ บ้าการช้อปปิ้ง อย่างไรก็ดีผมเชื่อว่าประเทศจะเจริญก้าวหน้าได้มันต้องเกิดจากการจับจ่ายใช้สอยของประชาชนเท่านั้น ถ้าบ้านเมืองไม่สงบ หรือประชาชนรู้สึกไม่ดี และคนหยุดการใช้จ่าย เศรษฐกิจจะฉิบหายแน่นอน
มีคนชอบว่าพนักงานออฟฟิศคนชั้นกลางเชื่อฟอร์เวิดเมล หรือว่าคนชั้นกลางเดินพารากอนแต่ไปซื้อของที่แพลตตินั่มที่ประตูน้ำ คำพูดเสียดสีแบบนี้แรงมาก สำหรับคนที่ไม่ได้ใช้ชีวิตในกรุงเทพเป็นคนพูด
คนชั้นกลางส่วนใหญ่ในกรุงเทพฯก็ทำมาหากินอย่างหนัก และอาศัยอยู่ในเมืองหลวงขนาดใหญ่เบิ้ม ซึ่งเป็นที่ๆดุร้าย โหดเหี้ยมเพราะต้องแข่งขันกันทุกอย่าง ตั้งแต่แย่งขึ้นรถเมล์ รถแท๊กซี่ รถไฟฟ้า เที่ยงก็แย่งกันลงลิฟท์ แย่งกันกิน ฯลฯ เรียกได้ว่าตั้งแต่ออกจากบ้าน ต้องแข่งขันนู่นนี่นั่นตลอด
คนที่อยู่รอดในกรุงเทพได้ ทำมาหากินโดยไม่ต้องโกง ไม่ต้องแบมือขอเงิน ไม่ได้ปล้น จี้ ฆ่าใคร ถึงแม้อาจจะไม่มีเงินเก็บเลย ผมว่าอย่างน้อยเค้าเป็นคนเก่งในระดับนึงแล้วล่ะ
เป็นกำลังใจให้ทุกคนนะครับ กรุงเทพกำลังจะกลับมาเหมือนเดิมแล้ว และจำเป็นต้องให้ทุกคนช่วยกันเน่อ
ผมรักกรุงเทพที่สุด


เรื่องที่ต้องทำดันใส่เกียร์ว่างได้

มาช่วยกันสร้างสรร กทม.
#1 By E.T.*** on 2010-06-11 00:52