เมื่อเดือนที่แล้วทุกคนทั่วโลกกรี๊ด กร๊าดด เมื่อ Apple ออกมาประกาศ iPhone 3GS ตัวใหม่
แล้วลดราคาตัวเก่า (3G) เหลือแค่ 99 USD. หลายคนมึนงง ว่าเฮ้ย มันเป็นไปได้ยังไงวะ
นั่นเป็นเพราะว่า Business Model ของ Apple เปลี่ยนไปครับ ซึ่งผมเคยเขียนถึงเรื่อง
Business Model เอาไว้ในเอ็นทรี่ “กระดาษ 1 แผ่น” ไปแล้ว
ว่าธุรกิจของผมจากเดิมตั้งใจไว้ว่าจะหาเงินโดยวิธีๆนึง แต่แล้วด้วยสภาพแวดล้อมต่างๆที่เปลี่ยนไป
ทำให้ต้องเปลี่ยนวิธีการหาเงินไปเป็นคนละเรื่องเลย
ปัจจุบันนี้มีคนใช้ iPhone และ iPod touch มากกว่า 40 ล้านเครื่องทั่วโลกครับ
โดยที่ 40 ล้านเครื่องนี้มีการดาวน์โหลด Application ที่เขียนมาโดยเฉพาะ iPhone
และ iPod touch ไปแล้ว 1.5 พันล้านครั้ง
คุณเห็นอะไรมั้ย
ยอดการโหลด application หรือ Software คิดเป็น 37.5 เท่าของยอดการขายเครื่องที่เป็น Hardware
Hardware = สิ่งที่ลูกค้าจ่ายเงินเพียงครั้งเดียว = คนขายทำกำไรได้เพียงครั้งเดียว
Software = สิ่งที่ลูกค้าซื้อได้เรื่อยๆ = คนขายทำกำไรได้เรื่อยๆเช่นกัน
ถ้าต้นทุน Hardware ของ iPhone คือ 40 เหรียญ(สมมุติ) แล้วขาย 99 เหรียญ
Apple จะกำไร 59 เหรียญ
ต้นทุน Software ของ Apple เท่าไรผมไม่ทราบ เพราะมีทั้งที่ผลิตเอง และ ยังมี
developer ทั่วโลกอีกที่ทำออกมาขาย โดย Apple คิดค่าหัวคิวต่างหากอีกที
สมมุติว่า Apple ขอคิดค่าหัวคิว 2 เหรียญต่อ 1 Application
เมื่อมาคำนวณดูต่อค่าเฉลี่ยแล้ว เครื่องนึงจะโหลด 37.5 Application คุณ 2
จะเท่ากับ Apple ได้กำไร 75 เหรียญ
เท่ากับว่า Apple ทำกำไรจาก Software มากกว่า Hardware ด้วยซ้ำไป
แล้วนี่แหละคือเหตุผลที่ว่า ทำไม Apple ถึงร่วมมือกับ TT&T ของอเมริกา ยอมเฉือนเนื้อตัวเองทิ้ง
โดยการขาย iPhone รุ่นเก่าแค่ 99 เหรียญ
จริงๆแล้ว เรื่องทั้งหมด เป็นกลยุทธ์ที่วางแผนมาอย่างดี แถมมีประสิทธิภาพมากของ Apple
คือเค้าเปิดตัว Hardware ที่ช็อคคนทั้งโลกก่อน ด้วยหน้าจอขนาดใหญ่เบิ้ม แถมยังมี multi-touch, accelerometer, GPS, ฯลฯ
เพื่อให้คนมาซื้อใช้ เพื่อให้มี hardware มาเป็นฐานรองรับ software ก่อน
Application แรกๆเลยของ iPhone เป็นด้านบันเทิงซะมาก ไม่เน้นสาระ ผมยังจำได้ถึง Application
ที่เป็นรูปแก้วเบียร์ แล้วพอเราเอียงโทรศัพท์ รูปแก้วเบียร์ก็เอียงตาม น้ำก็หกได้ด้วย
มี Software อีกตัวใน iPhone ที่เพื่อนผมใช้ คือถ้าเราเดิน โทรศัพท์จะส่งเสียงเอฟเฟคส์ออกมา
เหมือนตัวเราอยู่ในเกม แล้วถ้าเรากระโดด จะมีเสียงเหมือนมาริโอ้กระโดดดึ๋งๆ ได้ด้วย
ซึ่งโปรแกรมทั้ง 2 อย่างนี้ มันไม่ได้เป็นโปรแกรมที่เป็นประโยขน์ต่อมวลมนุษยชาติ
แต่มันเป็นโปรแกรมที่ทำขึ้นมาเพื่อตอบสนอง Hardware คือ accelerometer
แต่ ณ ปัจจุบันนี้ Software บน iPhone ครอบคลุมไปทุกอย่างแล้ว ตั้งแต่การทำงาน กีฬา
การแพทย์ เกมส์ ฯลฯ
********
มีอีกตัวอย่างนึง ถ้าพวกเรายังจำกันได้ ณ ยุคหนึ่ง ก่อนจะมี iPhone บ้านเราที่ฮิตกันมากคือ
PDA Phone ซึ่งเป็นตลาดของวินโดว์ ล้วนๆครับ
พอช่วงถัดมาอีกหน่อย PDA Phone ค่ายต่างๆ ต่างก็แข่งกันครับ โดยการเพิ่ม RAM
เพิ่ม ROM เพิ่ม CPU แล้วก็พยายามทำรูปแบบให้สวยงาม โดยยี่ห้อที่ไฮโซ สุดๆ สวยสุดๆ
คือ ATOM เรียกได้ว่าเด็กประถมก็ยังมี ฮิตกันทั่วบ้านทั่วเมือง
ต่อมา HTC ก่อเกิด โดย HTC ก็ใช้ Window Mobile เหมือนเครื่องรุ่นก่อนๆนั่นแหละ
แต่มันมี interface เฉพาะตัวของ HTC ซึ่งสวยกว่า เข้าถึงโปรแกรมและข้อมูลง่ายกว่า
แล้วไม่นานครับ ATOM ตาย จนต้องเปลี่ยนชื่อเป็น MWG แล้วกลับมาใหม่กับ interface ใหม่
ที่คล้ายๆ HTC ครับ ส่วนยี่ห้ออื่นๆก็เกือบๆจะเดี้ยงกัน ล่าสุด Acer ก็กลับมาใหม่ พร้อมกับ Interface
แบบใหม่เช่นกัน
(จากรูป MWG และ HTC ใช้ Window Mobile เหมือนกันครับ แต่ Interface HTC สวยกว่า)
จะเห็นได้ว่า Hardware ของ HTC อีก ก้ไม่ได้ดีเด่อะไร แต่มีดีตรง user interface ของเค้าที่สวยงามดูน่าใช้
iPhone ก็เหมือนกันครับ spec Hardware เนี่ย ห่วยกว่า HTC ที่ผมใช้อยู่อีก แต่ว่า เนื่องด้วย OS
ของเค้า สถาปัตยกรรมโครงสร้างภาษาการเขียนโปรแกรมของเค้ามันดีมาก
ทำให้ใช้โปรแกรมแล้วไหลลื่นครับ ทำให้มันดูเหมือนเร็วมากๆ
สรุป
ผมว่าจริงๆแล้ว Hardware และ Software ต้องพัฒนาไปพร้อมๆกัน แต่ ณ ปัจจุบัน Hardware
มันก็ผลิตมาจากประเทศจีนเหมือนกันหมด ไม่ว่าจะ Sony, Acer, Apple, HP ฯลฯ
ดังนั้นจุดที่จะทำให้คนหันมาซื้อผลิตภัณฑ์ จึงเป็น Software ซึ่ง Apple กินขาด
ทั้งตัว OS และ Software อื่นๆครับ
Mac OS X Snow Leopard ที่กำลังจะวางขายกันยายน 2009 นี้ ถ้าเราลง OS ตัวนี้ ทับของเก่า
เราจะได้พื้นที่ Harddisk เพิ่มขึ้น 6 GB ทันที ทั้งนี้เป็นเพราะโครงสร้างโปรแกรมของ Mac นั้น
ไม่งี่เง่าเหมือน Window ที่เวอร์ชั่นใหม่ ยิ่งใช้เนื้อที่มากกว่าเดิม กิน RAM มากกว่าเดิม
Window 7 ที่ทุกคนกำลังรอคอยอย่างใจจดใจจ่อนั้น ก็ยังเขียนบนพื้นฐานเดิมคือ
มี Registry ที่ยุ่งยาก วุ่นวาย ไม่ได้ต่างจาก Window XP เลยแม้แต่น้อย
ซึ่งถือเป็นการพยายามฆ่าตัวตายอย่างนึงของ Microsoft ที่ไม่ปฏิวัติโครงสร้างการเขียนโปรแกรมใหม่
ดังนั้นผมเลยคิดว่า ในอนาคต Apple จะขยายฐานลูกค้าได้มากขึ้นเรื่อยๆ อาจจะ 10 ปี
ผมว่าคนใช้ Mac จะมากกว่าวินโดว์ด้วยซ้ำ แล้วเราก็จะได้เห็นคนขี้อิจฉาที่ใช้ Window
บ่นคนใช้ Mac น้อยลงครับ
#1 By ตุ้มเป๊ะ on 2009-07-17 19:17