สวัสดิการ = กุศโลบาย

posted on 29 Jun 2009 23:27 by tarlomak in iWork


เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ครอบครัวผมมี แฟมมิลี่มีทติ้งแบบย่อยๆ สิริรวม 30 กว่าคนครับ รวมตัวกันเพื่อถามสารทุกข์ สุขดิบ และอัพเดทประสบการณ์ชีวิตซึ่งกันและกันครับ


มีลูกพี่ลูกน้องคนนึง กำลังจะเปลี่ยนงาน มีบริษัทหลายที่รับเข้าทำงาน แต่ไม่ยอมไปทำ โดยเค้าให้สาเหตุว่า “สวัสดิการไม่เริ่ด ไม่ดีพอ”


ผมฟังแล้วอยากจะถีบ แต่ผมไม่อยากว่าอะไรเค้ามาก เพราะเค้าเองเพิ่งจบมาได้ไม่กี่ปี


สิ่งที่อยากบอกทุกคนในวันนี้คือ


บริษัท เป็นองค์กรเอกชนที่แสวงหาผลกำไรเท่านั้น

ถ้าไม่คิดจะมีกำไรเค้าไม่เปิดบริษัทขึ้นมาให้เหนื่อยตุ้มเล่นๆหรอก ดังนั้น  บริษัทถึงได้คิด ว่าจะทำยังไงให้พนักงานทุกคนทุ่มเทชีวิตและจิตวิญญาณให้กับงานได้เต็มที่ ทำยังไงให้ลูกจ้างอยู่กับบริษัทไปนานๆ เพราะเมื่ออยู่นานแล้ว ความชำนาญมีมากขึ้น ทำงานได้เร็วขึ้น ผิดพลาดน้อยลง จะส่งผลให้สร้างกำไรให้แก่บริษัทได้มากขึ้นๆต่อไป


ด้วยเหตุนี้ บริษัทถึงได้คิดกุศโลบายออกมาในรูปแบบสวัดิการ เพื่อจูงใจ ดึงคนมีฝีมือเข้ามาทำงาน แล้วให้คนตั้งใจทำงานกับบริษัทของเค้า


สวัสดิการนั้นมาได้ในหลายรูปแบบได้แก่
- ประกันสุขภาพ ประกันอุบัติเหตุแบบกลุ่ม ฯลฯ
- ที่พักตากอากาศฟรี ตามคอนโด ต่างจังหวัดริมทะเล
- ค่ารักษาพยาบาลต่างๆที่ ไฮโซกว่าประกันสังคมสิบล้านเท่า
- ฟิตเนสในบริษัท
- โรงอาหารราคาถูก ในบริษัท(หรือโรงงาน)
- คอมพิวเตอร์โน้ตบุ้คประจำตัว
- รถยนต์ประจำตำแหน่ง
- ค่าน้ำมัน ค่าเดินทาง
- ค่าเล่าเรียนบุตร ฟรี
- รถรับ-ส่งพนักงาน  จากโรงงานมายังสถานที่ต่างๆ
- ส่วนลดพิเศษเมื่อซื้อสินค้าของบริษัท
- (ในบางบริษัท)ที่พักประจำ + ข้าว ปลา อาหาร ฟรี
- เที่ยวต่างประเทศฟรีทุกปี


บางคน ผมเห็นว่าเค้าจะปลื้มมาก ว่าอุ๊ย “บริษัทนี้นะ ป่วยแล้วเข้า ร.พ. ไม่ต้องจ่ายอะไรเลยนะแก”

เพื่อนผมอีกคนบอกว่า “อุ๊ย บริษัทชั้นนะ ถ้าอยู่ครบ 10 ปี ลูกเรียนฟรี จนจบปริญญาตรี”

เพื่อนอีกคน “กรี๊ดด บริษัทจะพาไปเที่ยวทุกปีด้วยล่ะ”


ถามจริงๆ คนเราไปทำงานนี่ มีใครมั้ย ตั้งใจว่า “เฮ้ย กูจะต้องป่วยหนัก เป็นไข้ แล้วแอดมิท เข้า ร.พ. กันทุกอาทิตย์เลยเว้ย จะได้คุ้ม”  สมัยนี้บริษัทไม่โง่แล้ว มีแพคเกจตรวจสุขภาพแบบละเอียดสำหรับคนที่เค้าคิดจะรับเข้ามาทำ ถ้าคุณร่างกายอ่อนแอโคตรๆ มีแนวโน้มใกล้ตาย หรือป่วยง่ายมากกว่าคนอื่น เค้าก็ไม่รับเข้ามาให้โง่หรอกครับ


แล้วมีใครบ้าง ที่ตั้งมั่นว่า  "กรูจะทำงานที่นี่ไปตลอดชีวิตเลยเว้ยเฮ้ย เพือที่ลูกจะได้เรียนฟรี "  คิดดูดีๆนะครับ ถ้าคุณเริ่มทำงานอายุ 22  ต้องอายุ 32 ถึงจะได้สิทธิค่าเล่าเรียนลูกบริษัทออกให้ฟรี แล้วสมัยนี้ทุกคนจำกัดจำเขี่ยจะแย่แล้ว คงไม่มีใครมีลูกก่อนอายุ 30 แน่ๆ   งั้นสมมุติว่าเราแต่งงานอายุ 30  ลูกคลอดออกมาอายุ 31 กว่าลูกจะเรียนอนุบาล เราก็อายุ 35 ถ้าติดจะเอาให้คุ้ม ให้บริษัทจ่ายค่าเล่าเรียนจนจบปริญญาตรี เท่ากับว่าคุณต้องทำงานจนอายุ 52 เป็นอย่างน้อย  เป็นไปได้เหรอครับ คนทำงานที่เดิมมาตลอดชีวิตเพื่อหวังให้บริษัทจ่ายค่าเทอมให้ลูกจนจบป. ตรี  ถ้ามีก็น้อยมาก แล้วคุณไม่ฉุกคิดเหรอ ว่าตลอดหลายสิบปีที่คุณทำงาน เค้าจะไม่เปลี่ยนกฏ  กฏบริษัทสามารถเปลี่ยนได้ทุกวินาทีครับ  แล้วถ้าเค้ากดเงินเดือนคุณมาตลอดสิบๆปีล่ะ มันจะคุ้มมั้ยกับค่าเล่าเรียนที่ได้น่ะ  อย่าลืม ระวังเจอหลอก


อีกเคสนึง มีบริษัทของพี่ชายผมที่ทำอยู่ เค้าพาพนักงานไปเที่ยวเมืองนอกทุกปีจริงๆครับ เมื่อสมัยก่อนโน้น บริษัทพาไปเที่ยวยุโรปครับ ผมจำได้ ไปลอนดอน ปารีส ปราก โคเปนเฮเก้น  ปัจจุบันครับ บริษัทพาไป พม่า ลาว เวียดนาม เขมร มาเลเซีย สิงค์โปร์ แล้วกำลังวนมาลาวใหม่อีกรอบ   ซึ่งประเทศรอบๆเราเนี่ย ซื้อตั๋วล่วงหน้าสายการบินโคตร low cost เนี่ย มันไม่เท่าไรหรอกครับ เที่ยวก็ไม่กี่วัน อาหารก็ไม่ได้ดี สู้เทคโฮมพารากอนไม่ได้เลยครับ หรือพูดง่ายๆ กรุออกเองก้ได้ไปเที่ยวแค่นี้อ่ะ


เอ้า แต่จะว่าไป คนเราชอบสวัสดิการไม่เหมือนกันครับ บางคนเหี้ยนกะหือรือว่ากรูจะต้องไปเที่ยวให้ได้  บางคนอยากได้ค่าน้ำมัน(เช่นผม ชอบมาก ทุกวันนี้ได้ค่าน้ำมันเดือนละ 18,000 ) บางคนอยากได้รถประจำตำแหน่งเพื่อจะได้เอาไปขับเที่ยวเอง  บางคนอยากทำงานในบริษัทที่คุ้มครองสุขภาพไปถึงลูก - เมีย

แต่ไม่ว่าสวัสดิการของบริษัทจะดีแค่ไหน  ผมอยากให้ทุกคนรำลึกว่ามันเกิดอะไรขึ้นเมื่อเราเจอวิกฤตเศรษฐกิจ ครั้งล่าสุด  ผมขอยกตัวอย่างเพื่อนบ้านใน exteen ที่ผมได้คุยๆด้วย


แพนด้าญี่ปุ่น เจอบังคับให้ลดงานลดเงินเดือน มากกว่า 20% โดยไม่มีข้อโต้แย้ง
พี่ตุ้มเป๊ะ คนสวย เจอบริษัทปิดโรงงานแบบสายฟ้าแล่บ โละคนทิ้งออกทั้งหมด ทำให้เคว้ง ต้องหางานด่วน
- พี่อีกคน (ขอสงวนนาม) โรงงานโละคนออกไปเกือบพัน


จากบทเรียนนี้ เราเห็นอะไรครับ  เราเห็นตัวเราเองทำงานถวายชีวิตในบริษัทที่เราคิดว่าดี ว่าเริ่ด เพื่อสวัสดิการต่างๆ ที่จูงใจเราให้เราทำงานอย่างเต็มที่  แต่พอถึง ณ วันหนึ่ง บริษัทนั้น เวลามันมีปัญหาด้านการเงิน

“สิ่งแรกที่มันทำคือไล่พนักงานออก” เท่านั้น มันคิดได้แค่นั้นครับ

 

เราไม่เคยเห็น ผู้บริหารระดับสูงออกมาประกาศว่า “เฮ้ย กรูบริหารงานผิดพลาดว่ะ อายหมามาก ขอไม่รับเงินเดือนสัก 2 ปีว่ะ”  ใช่มั้ยครับ 

(เท่าที่ทราบมี AIG ของอเมริกาที่เหล่า CEO ออกมาประกาศว่าจะรับเงินเดือนปีละ 1 ดอลล่าร์)


สรุป

ฝากถึงน้องๆวัยเรียนหรือวัยเริ่มทำงาน


ถ้าคิดจะเลือกเฟ้น หางาน หาบริษัทที่อยากจะร่วมทำงานกับเค้าจริงๆล่ะก็ ให้เอาเงินเดือนที่บริษัทให้เราเป็นที่ตั้งครับ  แล้วลองมาหักค่าใช้จ่ายทั้งหมดเราเช่นค่าเช่าบ้าน ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าผ่อนโทรศัพท์มือถือ รถ โน้ตบุค UBC เนตไฮสปีด ค่าเดินทาง ฯลฯ


พอหักแล้ว ต้องเหลือจำนวนนึง ไว้ออม อีกส่วนนึงให้พ่อแม่  (ต้องเหลือให้พ่อแม่ อันนี้สำคัญมาก)


ถ้าเราเอาเงินเดือนที่บริษัทเสนอจะให้เรา แล้วเอามาหักค่าใช้จ่ายทุกอย่างแล้ว ไม่เหลือ หรือเหลือน้อยมาก นั่นคืองานนั้นเราไม่ควรทำครับ


ผมไม่แนะนำให้เอาสวัสดิการที่เป็นกุศโลบายของบริษัทเอกชน  มาเป็นที่ตั้งในการเลือกบริษัทที่จะทำงานด้วย  โดยเด็ดขาด 

มีปัจจัยอื่น