The thing about signature

posted on 23 Apr 2009 21:50 by tarlomak in iWork


(วันนี้มีประสบการณ์น่าบัดซบของตัวผมมาเล่าครับ)


ในโลกนี้มีหลายๆสิ่งที่สามารถบ่งบอกถึงตัวตนของเรา หรือสิ่งที่เราทำได้ครับ  
ในวงการภาพยนตร์  ถ้าคุณสังเกตหนังที่  John Woo กำกับทุกเรื่อง เค้าจะต้องใส่ฉากที่มีนกพิราบสีขาวบินว่อนในรูปแบบ slow motion


หรือถ้าเราดูหนังที่ Jerry Bruckheimer เป็น producer หรือ Michael Bay กำกับ คุณจะต้องเห็นการซูม ธงชาติสหรัฐผืนใหญ่โบกสะบัด หลอนมากอย่างน่ากลัวในทุกๆเรื่องครับ


คือมันเป็น "สัญลักษณ์" อย่างนึงที่เค้าใส่ลงไปในหนังครับ  เพราะเค้าต้องการจะบอกว่านี่แหละคือหนังที่เค้าทำ  เหมือนลายเซ็นต์ของเราเวลาเขียนจดหมาย


ถ้าพูดถึงชีวิตประจำวันเรา สิ่งที่พอจะบ่งบอกถึงตัวตนของเราได้คร่าวๆก็มี การแต่งตัว  อาหารการกิน  รถที่ขับ  โน้ตบุ้คที่ใช้  การพูดการจา แฟน ฯลฯ


แต่ในทางกฏหมาย ลายเซ็นต์ของเรานี่แหละครับ คือการบ่งบอกถึงตัวเราจริงๆ


ช่วงนี้ผมห่างหายไปจากเพื่อนฝูง ห่าง blog (อย่างแรง) เพราะต้องจัดการกับเอกสารมากมายในการปิดงบดุลและงบการเงินบริษัทครับ (ดุรูปได้ กองใหญ่เบิ้ม)

 

รูปที่เห็นนี่คือเอกสาร เฉพาะช่วงเดือน ก.ค. – ธ.ค. 51 ของธุรกิจการขายขนมของผมที่พารากอนเท่านั้นครับ ยังไม่รวมอีก 3 บริษัทเล็กๆที่เหลือ


สิ่งที่คนไม่ค่อยรู้คือ เอกสารที่จะใช้ยื่นงบการเงินนั้นหนามากๆ ประมาณ 1 ใน 3ของสมุดหน้าเหลือง แล้วต้องมีลายเซ็นต์ของกรรมการผู้มีอำนาจลงนามเซ็นต์กำกับ แทบจะทุกใบ  แล้วเอกสารงบการเงินทั้งหมด ต้องทำก้อปปี้ 3 ชุด สรุปคือรวมๆแล้วคุณต้องเซ็นต์ชื่อประมาณ  200 ครั้งครับ


ผมเป็นคนที่เกลียดการเซ็นต์ชื่อมากๆ เพราะผมไม่มีลายเซ็นต์ครับ  ผมใช้วิธีการเขียนชื่อและนามสกุลแบบเต็ม  แล้วชื่อกับนามสกุลผมประกอบไปด้วย พยัญชนะและสระรวม 19 ตัวครับ ดังนั้นการเซนต์ชื่อของผมในเอกสารการปิดงบดุล เท่ากับผมต้องเขียนตัวหนังสือถึง  3800 ตัวอักษร ด้วยกัน


จริงๆแล้ว ช่วงผมทำงานใหม่ๆ ผมกระแดะครับ improvise ลายเซ็นต์ได้ไฮโซมากๆ ถูกต้องตามศาสตร์ มีการวาดรูปภูเขา ลากเส้นยาวๆ แล้วตามด้วยจุดไข่ปลาอีกที  เพื่อจะได้มีบริวาร มีเงินมีทอง บลาๆๆ


ผมใช้ลายเซ็นต์นี้มาตลอดจนมาเปิดบริษัทของตัวเองครับ  ไม่ว่าจะยื่นภาษี ยื่นประกันสังคม  ยื่นภาษี  ยื่นจดกรมโรงงาน  หรือแม้แต่การเซ็นต์เช็คครับ


พูดถึงเรื่องการเซ็นต์เช็คแล้ว มาเข้าเรื่องราวบัดซบของผมกันดีกว่า


เนื่องจากผมทำทั้งงานประจำข้างนอก งานร้านขนมส่วนตัว แถมงานที่บ้านอีก เลยทำให้ต้องยกหน้าที่การเบิกจ่ายเงินให้ฝ่ายบัญชีดูแล โดยผมมีหน้าที่เซ็นต์เช็คเพียงอย่างเดียวครับ โดยพนักงานก็เตรียมเอกสารมาให้ผมเซ็นต์ชื่อ


แน่นอน ที่ไหนมีการหละหลวมเรื่องเงินๆทองๆ ที่นั่นย่อมมีขโมยครับ  ผมเป็นคนที่จำเรื่องราวต่างๆไม่เก่ง ไม่ชอบการท่องจำ แต่เรื่องเงิน ผมจำได้แม่นมาก  ผมจะรู้ว่าเงินในบัญชีจะต้องเหลือประมาณเท่าไรครับ


ปรากฏว่า วันนึงผมเกิดอารมณ์แนว déjà vu ผสม hunch อีกเล็กน้อยครับ  ผมมีความรู้สึกว่าเงินในบัญชีบริษัทหายไปประมาณ 5 หมื่น  แล้วผมมั่นใจมากว่าพนักงานบัญชีของผมต้องเกี่ยวข้องเป็นแน่


พนักงานฝ่ายบัญชีของผมไม่ได้บิดเบือนเอกสาร แก้ตัวเลข หรือซื้อชุดโฮมเธียเตอร์แล้วเนียนหวังให้ผมเซ็นต์เช็คจ่ายโดยไม่ได้ดุเอกสารการเบิกจ่าย  แต่มันลักลอบเอาเช็คออกไป 1 ใบจากสมุดเช็คของผมครับ ซึ่งสมุดเช็คจริงๆแล้ว อยู่กับผมตลอดเวลาครับ (แล้วมันเอาคัตเตอร์กรีดออกไปได้ยังไงล่ะ ???)


ปรากฏว่าเรื่องราวมันเป็นเยี่ยงนี้ครับ


การซื้อสมุดเช็ค  โดยปกติตามกฏธนาคาร ต้องเป็นผู้มีอำนาจเซ็นต์เช็คเท่านั้นที่สามารถซื้อได้และต้องไปรับเองด้วยครับ  ซึ่งมันเป็นอะไรที่วุ่นวายมาก ธนาคารถึงได้ให้เราสามารถมอบอำนาจให้ใครก็ได้เป็นคนไปซื้อและรับสมุดเช็คแทน ซึ่งผมก็ได้ให้ ”อีนี่” (พนักงานบัญชี) เป็นคนไปแทนครับ


พอมันได้สมุดเช็คแล้ว มันก็เอากลับมาออฟฟิศแล้วแอบกรีดสมุดเช็ค ทั้งส่วนที่เป็นขั้วเช็คด้วย อย่างเนียนครับ แล้วก็เขียนเช็คใบนั้นทำเป็นจ่าย “สด”  ปลอมลายเซ็นต์ผม แถมแอบประทับตราบริษัทเรียบร้อย แล้วเอาเช็คไปขึ้นเงินสดได้สบายๆครับ ลัลลามากๆ


พอผมจับได้ มันก็หายตัวไปกบดานต่างจังหวัดครับ ผมได้แจ้งความทันที แล้วสุดท้ายเรื่องจบในชั้นศาล
โดยในขณะที่ศาลกำลังตัดสิน จำคุกพนักงานของผมนั้น  ผู้พิพากษาได้หันมาคุยกับผมว่า


“คุณรู้มัย ลายเซ็นต์น่ะ เราเลียนแบบสักสิบครั้ง หรือยี่สิบครั้ง มันก็ต้องเหมือนสักครั้ง”
“แต่ลายมือน่ะ มันเลียนแบบกันไม่ได้”


ตั้งแต่นั้นมา ผมไม่ใช้ลายเซ็นต์อีกเลยครับ จะใช้วิธีการเขียนชื่อแทนลายเซ็นต์เท่านั้น


จบการดองมา 1 เดือนกว่าๆครับ


สาระเล็กๆจากเอ็นทรี่นี้


1. การขโมยเงินหรือ การลักทรัพย์ใดๆ ถือเป็นคดีอาญาครับ ซึ่งคดีอาญายอมความกันไม่ได้ เพราะทางกฏหมายถือว่าเป็นอาญาต่อแผ่นดิน ถ้าเราแจ้งความแล้ว ตำรวจทำสำนวนส่งฟ้องอัยการเมื่อไร มันจะเลยจุดประณีประนอมหรือเจราจาไปแล้ว และยอมความไม่ได้ ต้องขึ้นให้ศาลวินิจฉัย พิจารณาโทษอย่างเดียวเท่านั้นครับ


2. ลายเซ็นต์นั้น ปลอมง่ายกว่าลายมือมาก ในเอกสารที่สำคัญมากๆต่อชีวิต  เช่นหนังสือการมอบอำนาจ  พาสปอร์ต การจดทะเบียนบริษัท  หนังสือบริคณห์สนธิ ฯลฯ ควรใช้การเขียนชื่อ นามสกุลด้วยลายมือของเรา แทนการใช้ลายเซ็นต์ประดิษฐ์ครับ


3. เอกสารงบการเงินที่ต้องยื่นต่อกระทรวงพาณิชย์นั้น ต้องยื่นภายใน 5 เดือน นับจากวันที่ปิดงบบัญชีของปีครับ เช่น เราปิดงบบัญชีเดือน ธ.ค. 51 เราต้องยื่นภายใน 30 พ.ค. 52 ครับ

4. ถ้าใครคิดจะทำการค้าหรือมีธุรกิจของตัวเอง ควรให้ญาติหรือตัวเราเอง เป็นผู้ดูแลด้านการเงินเองทั้งหมดครับ เรื่องเงินๆทองๆ ไม่เข้าใครออกใคร

ปล. ช่วงนี้ไม่ว่างแม้แต่เปิด blog ของเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ ขออภัยอย่างแรงด้วยนะครับ

 

ปล.2 เอ็นทรี่หน้า จะพาทุกคนไปหาสถานที่สำหรับ  "ปี้" กันครับ

 

Comment

Comment:

Tweet

Very nice site!

#79 By ppeuwpyi (103.7.57.18|96.31.86.184) on 2012-11-13 22:16

Hello! daekkfa interesting daekkfa site! I'm really like it! Very, very daekkfa good!

#78 By tuywppiw (103.7.57.18|96.31.86.184) on 2012-11-13 22:13

เขียนชื่อดีกว่าลายเซ็น?
ไม่เห็นด้วยครับ
แล้วแต่กรณีครับ
มันขึ้นอยู่กับว่า
1. เวลาคุณมีค่าเท่าไหร่
2. คุณต้องเซ็นเอกสารมากแค่ไหนในหนึ่งวัน
3. ความเสี่ยงที่จะโดนโกงในชีวิตคุณมีเยอะแค่ไหน
4. ปริมาณเงินที่โดนโกงของคุณมีมากเท่าไหร่
5. คุณสนุกไหมกับการเสียเวลาเซ็นเอกสาร

ถ้าคุณต้องเซ็นเฉลี่ย 100 ลายเซ็นต่อวัน คุณเซ็นแบบยาวๆ เนี่ยคุณเสียลายเซ็นละ 10 วิ วันนึงคุณก็เสียเวลาไป 16 นาที บางคนเนี่ย 16 นาทีเขาหาเงินได้เกิน 500 อีกครับ เดือนๆนึงก็เท่ากับว่าเสียไปเป็นหมื่น

#77 By thee (222.123.187.155) on 2010-02-12 01:59

comment4,