The Fart & The Furious (The Happiness of Kati)
posted on 13 Jan 2009 18:55 by tarlomak in iWatch
เหตุเกิด ณ โรงหนัง SF Cinema World โรงที่ 6 ที่นั่ง G14 เวลาบ่าย 3 นิดๆ เรื่อง “ความสุขของกะทิ” (The Happiness of Kati)
ฉากประทับใจ #1
หนังเปิดตัวด้วยเสียงเพลงที่ไพเราะสบายๆ ยายกำลังทำกับข้าว มีลมเย็นๆเบา พัดเข้ามาในห้องนอนของกะทิ(เด็กที่น่ารักที่สุดในโลก ในความคิดของผมตอนนี้) เธอกำลังนอนขดตัวอย่างน่ารักๆ
ชะนีที่นั่งข้างๆ : “ปิ๊” ......... (เสียงแหลมๆเล็กๆลอดออกมา จากชะนีที่นั่งข้างๆ)
ผม : (-*-) (ไม่กล้าหันไปมอง มันมากัน 2 คน ผมมาคนเดียว)
ฉากประทับใจ #2
กะทิเจอแม่ครั้งแรกในชีวิตเพื่อที่จะรู้ว่าแม่เธอกำลังจะตาย แล้วเดินออกมาที่ทะเล แล้วร้อง “กรี๊ดดดด” และ “วิ่งเปี้ยว” ไปด้วย ร้องไห้บนชายหาด ไปไกลมากๆ จนหมดแรงล้มลง
ในขณะที่เพลงเศร้าแสนไพเราะ และกะทิกำลังวิ่งๆอยู่นั้น
ชะนีที่นั่งข้างๆ : ปี๊..... ปู้ดดด (เสียงหลัง ลากยาวประมาณ 1.5 วินาที)
ผม : (กรี๊ดดด... ในใจอย่างดัง มากกว่ากะทีเสียอีก และยังคงไม่กล้าหันไปมอง แต่ขยับตัวไปทางขวาเพื่อสูดอากาศบริสุทธิ์)
ฉากประทับใจ #3
แม่ของกะทิ เอากะทิขึ้นเรือพายลำจิ๋ว แล้วฝนตกหนัก ลมแรง ทำเชือกที่ผูกเรือหลุดมือ กะทิเลยลอยไปกับเรือพายลำจิ๋วคนเดียวกลางแม่น้ำ ในขณะที่ฝนกำลังตกหนักมากๆ แม่ของกะทิก็กำลังกรีดร้องเหมือนคนบ้า ขอให้คนช่วยเหลืออยู่นั้น
ชะนีที่นั่งข้างๆ : แพร่ดดด (ดังกว่าเสียงฟ้าผ่าในหนังเสียอีก)
ผม : (กรี๊ดดดๆๆ... เอามือต่อยหัวตัวเอง เจ็บใจที่เลือกที่นั่ง G14 แทน ที่จะนั่ง G1 )
เอ่อ... ผมเข้าใจว่าในหนังเรื่องนี้มันบีบคั้นอารมณ์และหัวใจมากๆ แต่เจ๊ครับ มึงบีบหูรูดที่ตูดหน่อยไม่ได้เหรอ ถ้าอั้นไม่ไหวก็ไปขี้ได้แล้วกลับเข้ามาใหม่ ไม่มีใครว่าครับ หรือถ้ากลัวดูขาดตอน ก็ออกไปซื้อตั๋วรอบใหม่ได้ 140 บาท ขี้ๆครับ แต่มึงจะมาปวดขี้ ปล่อยตดในโรงให้คนข้างๆดมเนี่ย มันเป็นการ assault ทางร่างกายและจิตใจนะ T-T
เนื่องจากผมอ่านหนังสือเรื่องนี้มาก่อน จำได้ว่าตั้งแต่กลางปี 2006 หนังสือหนาแค่ 118 หน้า เท่านั้น อ่านวันเดียวจบครับ
เรื่อง “ความสุขของกะทิ” เป็นผลงานของ งามพรรณ เวชชาชีวะ มีการใช้ภาษาที่งดงาม สละสลวย บอกเล่าเรื่องราวที่ลึกซึ้ง ดูเผินๆ เหมือนเป็นหนังสือสำหรับเด็ก แต่เนื้อหาข้างในนั้น มันเป็นชีวิตของเด็กผู้หญิงคนหนึ่ง ที่ต้องเผชิญกับความจริงที่สะเทือนอารมณ์มาก
ในหนังสือ เนื้อหาส่วนใหญ่จะเป็นสิ่งที่กะทิพูดในใจคนเดียว หรือสิ่งที่กะทิคิดในสมอง ดังนั้นการเอามาทำเป็นหนังจึงเป็นเรื่องยาก ที่จะเขียน script พูดออกมาในบทได้ เช่น
“เสียงสายฟ้าฟาดเหมือนตามมาด้วย เสียงคนกรีด ร้องปานใจสลายทุกครั้ง ไม่รู้ว่าหูของกะทิแว่วไปเอง หรือเสียงนั้นดังมาจากเบื้องลึกของความทรงจำ นาทีนั้น ยายจะเปิดประตูห้องนอนเข้ามา และนอนกอดกะทิไว้ จนหลับไปด้วยกันถึงเช้า กะทิเบียดซุกในอ้อมกอดของยาย ไม่อยากได้ยินเสียงฟ้า เสียงฝน เสียงคน… เสียงผู้หญิงคนนั้น… เนื้อเนียนของยายหอมอ่อน ๆ ยายไม่เล่านิทานปลอบขวัญ หรือร้องเพลงกล่อม แต่ลูบหลังกะทิเบา ๆ สม่ำเสมอชวนเคลิ้มหลับ ครั้งหนึ่งกะทิปรือตาขึ้นดูหน้ายาย เห็นลูกตาวาว ๆ ฟ้าแลบไกล ๆ พอมีแสงสว่างให้กะทิแน่ใจ ว่ายายร้องไห้อยู่ในความมืด”
ขอวิจารณ์หนังอีกรอบก็แล้วกัน (เริ่มติดลม เพราะตอนนี้หมดแรง คิดมุขเขียนเอ็นทรี่ครับ)
ด้านองค์ประกอบด้านภาพ การถ่ายทำ ทำออกมาได้ดีมากๆเลยแหละครับ นักแสดงทุกคนแสดงออกมาได้ดี สมบทบาท โดยเฉพาะ “ตา” กับ “ยาย” ของกะทิ ส่วนนักแสดงเด็กๆที่เป็นนักเรียน แสดงไม่ค่อยสมจริงเท่าไร แต่ก็เจ๋งมากๆแล้ว
การดำเนินเรื่อง ”เนิบนาบ” จนเกือบน่าเบื่อเหมือนในหนังสือเป๊ะๆเลย
ช่วงกลางๆถึงปลายๆดูแล้วเหนื่อยๆ (ส่วนนึงเป็ฯเพราะชะนีตดมหาประลัยที่นั่งข้างๆผม) บางฉากที่บีบเค้นอารมณ์มากๆ นักแสดงกลับทำออกมาได้ไม่ดี เช่นฉากที่แม่ของกะทิอธิบายให้กะทิฟังว่าทำไมเธอจำเป็นต้องทิ้งกะทิไว้กับตาและยาย ทำให้ดูแล้วแปลกๆ
ฉากซาบซึ้งที่ไม่มีบทพูดยิ่งทำออกมาแปลกใหญ่ เช่นฉากที่กะทิกลับมา reunite กับแม่ของตัวเอง แม่นั่งอยู่บนเก้าอี้ยิ้มๆ กะทิค่อยๆเดินเข้ามาแล้วกอดกัน โดยไม่ได้พูดอะไร จนคนดูทั้งโรงคิดว่าแม่ของกะทิเป็นใบ้ไปแล้ว ดูแล้วไม่ได้อารมณ์ มันไม่จี๊ด
ผู้กำกับรู้สึกจะชอบเทคนิคการเลื่อนกล้องผ่านสิ่งกีดขวาง เพราะเอามาใช้ในหนังบ่อยมากๆ มีการใช้เทคนิคนี้ถึง 2 ซีนติดต่อกัน คือฉากไหว้พระ และฉากที่ตากับยาย ยืนกอดกันร้องไห้ โดยที่กะทิยืนอยู่อีกห้องแอบฟัง สำหรับผม เห็นแล้วรำคาญมากๆ เหมือนพยายามเลียนแบบหนังฝรั่งมากไปนิดส์นึง
เพลงไพเราะมาก ดนตรีประกอบก็เจ๋ง sound effect ก็ดีครับ ยกเว้นทุกฉากริมทะเล ที่นักแสดงต้องมาพากษ์เสียงตัวเองแล้วอัดทับลงไปในฟีล์ม รู้สึกไม่เข้ากัน โดยเฉพาะฉากกะทิวิ่งเปี้ยวร้องไห้ริมหาด
ส่วนนึงที่ผมชอบมากในหนังเรื่องนี้คือ การจัดระเบียบร่างกายในทุกท่วงท่าของกะทิครับ ต้องขอบคุณ Choreographer ของหนังเรื่องนี้ครับ ไม่ว่ากะทิ จะนอนที่ไหน บนเตียง โซฟา หรือม้านั่งริมทะเล เธอจะมีท่วงท่าที่สวยงามมากๆ ไม่ว่าเธอจะนอนขดตัวเป็นวงกลมบนเตียง นอน หรือเอาขา 1 ข้างพาดขึ้นมานโซฟานในห้องของแม่ การนั่งบนเปลญวนกับพี่ทอง ฯลฯ เธอดูดีดั่งนางพญาซุปเปอร์โมเดลเลยทีเดียวครับ ถ้ามีรางวัลออสการ์สาขา Best Choreography เรื่องนี้ได้แน่นอน
สรุป
การแสดงให้ 4/5
เนื้อเรื่อง 2/5
ดนตรี 3.5/5
การถ่ายทำ 2/5
ปล. ทำไมผมฟังคุณน้อย วงพรู แสดงในหนังเรื่องนี้แล้ว ผมจับใจความไม่ได้ว่ามันพูดว่าอะไรครับ ต้องอ่าน sub English ข้างล่างแทน ไม่รู้ผมเป็นคนคนเดียวหรือเปล่า
ปล.2 ชอบน้องกะทิจังเลย เป็นเด็กที่น่ารักที่สุดในโลก
เพลง ฉันดีใจที่มีเธอของ พี่บอย โกฯ feat. แมรี่ อึ้งรังสี
“ฉันดีใจที่มีเธอ ฉันดีใจที่เจอเธอ
เธอคือกำลังใจเดียวที่มี ไม่ว่านาทีไหนไหน
ฉันดีใจที่มีเธอ แม้ว่าต้องพบอะไร
ฉันก็รู้และยังอุ่นใจ ว่าฉันนั้นจะมีเธออยู่ตรงนี้…”
Im Glad - Boyd
พิฆาตให้ซะเลย
ยังไม่ได้ดูหรอก แต่คงไม่ได้ดู
#1 By ตุ้มเป๊ะ on 2009-01-13 19:40