Goal-Oriented คืออะไรในบริษัทเอกชน
posted on 08 Jan 2009 19:32 by tarlomak in Life
(เอ็นทรี่นี้เขียนขึ้นมา โดยหวังว่า จะมีนักศึกษาจบใหม่ ที่กำลังสมัครงาน หรือคนที่เกิดมาแล้วไม่เคยทำงานมาก่อนในชีวิต อ่านแล้วจะได้เข้าใจถึงชีวิตพนักงานบริษัทเอกชนครับ)
ผมมักจะโดนที่บ้านหรือเพื่อนสมัยเรียนบอกว่า “มึงใช้บริษัทเปลืองฉิบหาย” หรือ “นี่มึงไปสมัครงานหรือสะสมแต้มบัตรเครดิตวะ”
หลังจากการรีวิว resume’ ของตัวเองตลอดเวลา 11 ปีที่ทำงานมา ผมเปลี่ยนบริษัทไปแล้วประมาณเกือบๆ 30 บริษัทครับ โดยเฉพาะช่วงปีแรกๆที่จบใหม่ (พ.ศ. 2540) เป็นช่วงที่เศรษฐกิจฟุบ เงินบาทอ่อนแรง เงินเดือนหดหาย ไฟแนนซ์ล่ม บริษัทต่างๆดิ้นจะตายให้ได้
ผมเข้าไปสมัครบริษัทไหนๆ เงินเดือนที่ได้สูงสุดก็คือ 9,000 บาทครับ นั่นเป็นเพราะวิกฤตการเงินของประเทศพังทลาย แถมเราไม่มีประสบการณ์การทำงานนั่นเองครับ
บางทีเข้าไปแล้วไม่เป็นไปอย่างที่คิด ข้างนอกออฟฟิศสวยงาม พนักงานข้างในจิตใจคด ไอ้เราก็ไฟแรงจบใหม่จากมหาลัยเอกชนอันดับหนึ่งของประเทศ ถ้าเข้าไปทำงานแล้วไม่ปลื้ม เจออะไรที่ไม่ชอบ เช่นเจ้านายไม่หล่อล่ำ มีบอสเป็นชะนีแก่ เพื่อนร่วมงานเป็นตุ๊ดขี้เมาท์ แม่บ้านไม่ยอมเสริฟผลไม้ พี่ยามไม่เซ็กส์ ผมเข้าไปทำงาน 3 วันก็ออกเลย เชิดหยิ่งครับ หล่อเลือกได้ครับ
จนในที่สุดก็มาค้นพบงานหนึ่ง เป็นบริษัทฝรั่งครับ มีคำว่า “Goal-Oriented” ในส่วนของ Qualifications ที่บริษัทต้องการ ถึงตอนนั้นผมจะไม่เข้าใจอะไรมากแต่ก็สมัครๆไปครับในตำแหน่ง ”Salesman” (หรือจะเรียกว่า “Salesperson” ก็ได้ หรือถ้าอยากหรูก็จะเรียก “Sales Executive” ) แล้วเค้าก็อธิบายให้ฟังถึงความหมายของคำว่า “Goal-Oriented”
ว่าแต่มันคืออะไรล่ะ
“Goal-Oriented” มันคือการทำงานโดยบรรลุให้ไปถึงเป้าหมายที่บริษัทตั้งไว้ให้เราครับ โดยเราสามารถตรวจสอบ (Assessment) และประเมิณผล (Evaluation) ออกมาเป็นตัวเลขได้อย่างชัดเจน
เช่น
- ฝ่ายขาย ปีนี้ต้องทำยอดขายให้ได้ 2 พันล้าน และ ROI ต้องเกิน 15%
- ฝ่ายผลิต ต้องผลิตทำให้ได้ 2 แสนชิ้นต่อวัน โดย defects ห้ามเกิน 100 ชิ้น แล้ววัตถุดิบต้องห้ามเกิน 5 ตัน
- ฝ่ายบุคคล ควบคุม turnover rate ห้ามเกิน 3%
- ฯลฯ
ในบางแผนก เราไม่สามารถตั้ง goal เป็นตัวเลขได้อย่างชัดเจนเช่น แผนกธุรการ ประชาสัมพันธ์ หน่วยทำความสะอาด และในบางสาขาอาชีพก็ไม่สามารถทำการ assessment ได้อย่างถี่ถ้วนเช่น อาจารย์ ข้าราชการในหน่วยงานรัฐ เพราะปัจจัยภายนอกมันเยอะและมีผลกระทบค่อนข้างเยอะ
ตอนนี้บริษัทใหม่ที่ผมเข้าไปทำในตำแหน่งเซลส์ก็เน้นเรื่อง “Goal-Oriented” ครับ คือเค้าสนที่ "ยอดขาย" กับ"กำไร"
บริษัทมีสวัสดิการให้เซลส์ทุกคนคือ
1. รถ VIOS ป้ายแดง 1 คัน,
2. โน้ตบุ๊ค Dell ราคาเกือบ 7 หมื่น 1 เครื่อง,
3. ค่าน้ำมันเดือนละ 1.8 หมื่น
โดยพนักงานเข้าออฟฟิศอาทิตย์ละ 1-3 ครั้ง จะใส่เสื้อยืดกางเกงยีนส์มาทำงานก็ได้ จะมาออฟฟิศสายก็ได้ หรือถ้าแรงจัด ไม่มาเลยก็ได้(ยกเว้นมีประชุม) แต่ทุกเดือนต้องขายให้ได้ตามเป้าที่ตั้งไว้
เซลส์แต่ละคนจะขอเงินเดือนเท่าไรก็ได้ครับ(ผมมาทราบเอาทีหลัง) แต่ถ้าเงินเดือนมาก เป้ายอดขายก็ต้องมากตาม ถ้าทำยอดขายไม่ได้ตามเป้า 3 เดือนติดต่อกัน ไล่ออกสถานเดียว
ด้วยความที่เป็นตุ๊ดขี้งก เลยขอเงินเดือนไปเท่าราคา Mac Book Pro บริษัทเลยตั้งเป้าไว้เบาะๆว่าผมต้องขายให้ได้ 50,000 ชิ้น/เดือน ปรากฏว่าผมขายได้แค่ 9,000 ชิ้นครับ (holy shit!!!)
อยากกรี๊ดเป็นภาษาสเปญ
ถ้าถามผม ผมว่ามันแฟร์ดีนะ
มนุษย์เงินเดือนอย่างเราๆ มักจะเรียกร้องขึ้นเงินเดือน โบนัสก็จะเอา(เหมือนตามข่าวที่ประท้วงกัน) สวัสดิการก็อยากจะได้ แต่ถ้าเรามามองในมุมที่เป็นเจ้าของกิจการ (ผมเองก็เป็นเจ้าของกิจการตัวเล็กๆคนนึงเหมือนกัน) ผมคิดว่า มันก็ ”โอเค” นะ ถ้าคุณอยากได้เงินเดือนหรือโบนัสเยอะๆ แต่คุณมี “ศักยภาพ” พอเท่าที่คุณเรียกร้องหรือเปล่า คุณ overvalue ตัวคุณเองหรือเปล่า
ด้วยเหตุนี้เอง บริษัทจึงประกาศข่าวออกมาวันนี้ว่า เซลส์ทุกคนต้องเสริมสร้าง value ให้กับตัวเองด้วย ไม่ใช่จะรอเอาแต่เงิน โดยการให้พนักงานทุกคนสอบ TOEFL โดยต้องได้คะแนนขั้นต่ำ 620 คะแนน (ฮ่วยยย!!!)
ใครได้ TOEFL ต่ำกว่า 620 คะแนน จะอดโบนัส อดขึ้นเงินเดือน อดได้รับการพิจารณาโปรโมทเลื่อนขั้น แถมต้องไปเรียนเสริมเพื่อสอบให้ผ่าน 

สุดยอดมากๆครับ Goal-Oriented แบบบริษัทฝรั่ง ถึงมันจะเครียดมาก แต่ด้วยความที่เป็น sadist ผมก็ชอบนะครับ คืองานมันบังคับให้ตัวเราต้องพัฒนาตัวเองตลอดเวลา
ยังมี Goal-Oriented อีกหลายๆรูปแบบนะครับ วันนี้เอาแค่นี้ก่อน
ปล. ตอนสมัครงานจะมีอีกคำที่คนมักสงสัยคือ “Work independently” คำนี้มีความหมายแปลตรงตัวคือ “you are on your own” หรืออีกนัยนึง “มึงต้องพึ่งพาตัวเอง” ศึกษางานเอง ได้รับมอบหมายงานอะไรมาคือต้องทำให้ได้ ถ้าทำไม่ได้ก็ไปถามหาคนปรึกษาเอง จนกว่าจะทำได้ครับ อีกทั้ง ต้องบริหารเวลางานให้เป็น ทำเอง คิดเอง ค้นคว้าเอง อะไรต่อมิอะไรเอง “ช่วยตัวเอง”
(หุหุ)
ปล.2 สำหรับนักศึกษาที่จบใหม่ๆ ยังไม่ปีกกล้า ขาแข็ง ถ้าเจอคำว่า Goal-Oriented หรือ Work independently ก้ไม่ต้องกลัวครับ ผมแนะนำให้ลุยงานไปเลย เพราะเราจะได้รู้ว่าตัวเรามีจุดแข็ง จุดอ่อนตรงไหน จะได้ไปปรับปรุง เรียนเสริม ถ้าเราทำงานไม่ได้ ทนความเครียดไม่ไหว ก็ลาออกครับ แล้วก็หางานใหม่ ไม่ต้องกลัวครับ ชีวิตมนุษย์เงินเดือนมันเป็นแบบนี้แล
ปล.3. ผมไม่แนะนำให้ไปต่อ ป.โท หลังจากจบ ป. ตรี แบบทันที ผมแนะนำอย่างแรงกล้า ว่าให้มีประสบการณ์ทำงานก่อนสัก 5 ปี แล้วค่อยเรียนครับ แล้วคุณจะได้อะไรเพิ่มขึ้นจากการเรียนอีกมหาศาลเลยแหละ
ยอดที่ต้องทำเยอะมากกกกก พี่กล่อง
สูงมาก
ชีวิตคนทำงาน

มีใครได้ โทเฟลน้อยกว่า 620 อดโบนัส!!
ปล.เห็นด้วยว่าหลังจบป.ตรี ควรทำงานก่อนแล้วค่อยต่อ ป.โท จะดีมาก
#1 By C-C on 2009-01-08 19:56