(เอ็นทรี่นี้เขียนขึ้นมา โดยหวังว่า จะมีนักศึกษาจบใหม่ ที่กำลังสมัครงาน หรือคนที่เกิดมาแล้วไม่เคยทำงานมาก่อนในชีวิต อ่านแล้วจะได้เข้าใจถึงชีวิตพนักงานบริษัทเอกชนครับ)


ผมมักจะโดนที่บ้านหรือเพื่อนสมัยเรียนบอกว่า “มึงใช้บริษัทเปลืองฉิบหาย” หรือ “นี่มึงไปสมัครงานหรือสะสมแต้มบัตรเครดิตวะ”


หลังจากการรีวิว resume’ ของตัวเองตลอดเวลา 11 ปีที่ทำงานมา ผมเปลี่ยนบริษัทไปแล้วประมาณเกือบๆ 30 บริษัทครับ โดยเฉพาะช่วงปีแรกๆที่จบใหม่ (พ.ศ. 2540) เป็นช่วงที่เศรษฐกิจฟุบ เงินบาทอ่อนแรง เงินเดือนหดหาย ไฟแนนซ์ล่ม บริษัทต่างๆดิ้นจะตายให้ได้


ผมเข้าไปสมัครบริษัทไหนๆ เงินเดือนที่ได้สูงสุดก็คือ 9,000 บาทครับ นั่นเป็นเพราะวิกฤตการเงินของประเทศพังทลาย แถมเราไม่มีประสบการณ์การทำงานนั่นเองครับ

บางทีเข้าไปแล้วไม่เป็นไปอย่างที่คิด ข้างนอกออฟฟิศสวยงาม พนักงานข้างในจิตใจคด ไอ้เราก็ไฟแรงจบใหม่จากมหาลัยเอกชนอันดับหนึ่งของประเทศ ถ้าเข้าไปทำงานแล้วไม่ปลื้ม เจออะไรที่ไม่ชอบ เช่นเจ้านายไม่หล่อล่ำ มีบอสเป็นชะนีแก่ เพื่อนร่วมงานเป็นตุ๊ดขี้เมาท์ แม่บ้านไม่ยอมเสริฟผลไม้ พี่ยามไม่เซ็กส์ ผมเข้าไปทำงาน 3 วันก็ออกเลย  เชิดหยิ่งครับ หล่อเลือกได้ครับ


จนในที่สุดก็มาค้นพบงานหนึ่ง เป็นบริษัทฝรั่งครับ  มีคำว่า “Goal-Oriented”  ในส่วนของ Qualifications ที่บริษัทต้องการ  ถึงตอนนั้นผมจะไม่เข้าใจอะไรมากแต่ก็สมัครๆไปครับในตำแหน่ง ”Salesman” (หรือจะเรียกว่า “Salesperson” ก็ได้ หรือถ้าอยากหรูก็จะเรียก “Sales Executive” ) แล้วเค้าก็อธิบายให้ฟังถึงความหมายของคำว่า “Goal-Oriented” 


ว่าแต่มันคืออะไรล่ะ


“Goal-Oriented”  มันคือการทำงานโดยบรรลุให้ไปถึงเป้าหมายที่บริษัทตั้งไว้ให้เราครับ โดยเราสามารถตรวจสอบ (Assessment) และประเมิณผล (Evaluation) ออกมาเป็นตัวเลขได้อย่างชัดเจน

เช่น


- ฝ่ายขาย ปีนี้ต้องทำยอดขายให้ได้ 2 พันล้าน และ ROI ต้องเกิน 15%
- ฝ่ายผลิต ต้องผลิตทำให้ได้ 2 แสนชิ้นต่อวัน โดย defects ห้ามเกิน 100 ชิ้น แล้ววัตถุดิบต้องห้ามเกิน 5 ตัน
- ฝ่ายบุคคล  ควบคุม turnover rate ห้ามเกิน 3%
- ฯลฯ


ในบางแผนก เราไม่สามารถตั้ง goal เป็นตัวเลขได้อย่างชัดเจนเช่น แผนกธุรการ ประชาสัมพันธ์ หน่วยทำความสะอาด และในบางสาขาอาชีพก็ไม่สามารถทำการ assessment ได้อย่างถี่ถ้วนเช่น อาจารย์  ข้าราชการในหน่วยงานรัฐ เพราะปัจจัยภายนอกมันเยอะและมีผลกระทบค่อนข้างเยอะ 

ตอนนี้บริษัทใหม่ที่ผมเข้าไปทำในตำแหน่งเซลส์ก็เน้นเรื่อง “Goal-Oriented”  ครับ คือเค้าสนที่ "ยอดขาย" กับ"กำไร"


บริษัทมีสวัสดิการให้เซลส์ทุกคนคือ

1. รถ VIOS ป้ายแดง 1 คัน,

2. โน้ตบุ๊ค Dell ราคาเกือบ 7 หมื่น 1 เครื่อง,

3. ค่าน้ำมันเดือนละ 1.8 หมื่น 

โดยพนักงานเข้าออฟฟิศอาทิตย์ละ 1-3 ครั้ง  จะใส่เสื้อยืดกางเกงยีนส์มาทำงานก็ได้ จะมาออฟฟิศสายก็ได้ หรือถ้าแรงจัด ไม่มาเลยก็ได้(ยกเว้นมีประชุม) แต่ทุกเดือนต้องขายให้ได้ตามเป้าที่ตั้งไว้


เซลส์แต่ละคนจะขอเงินเดือนเท่าไรก็ได้ครับ(ผมมาทราบเอาทีหลัง) แต่ถ้าเงินเดือนมาก เป้ายอดขายก็ต้องมากตาม ถ้าทำยอดขายไม่ได้ตามเป้า 3 เดือนติดต่อกัน ไล่ออกสถานเดียว 


ด้วยความที่เป็นตุ๊ดขี้งก เลยขอเงินเดือนไปเท่าราคา Mac Book Pro บริษัทเลยตั้งเป้าไว้เบาะๆว่าผมต้องขายให้ได้ 50,000 ชิ้น/เดือน   ปรากฏว่าผมขายได้แค่ 9,000 ชิ้นครับ (holy shit!!!) อยากกรี๊ดเป็นภาษาสเปญ


ถ้าถามผม   ผมว่ามันแฟร์ดีนะ


มนุษย์เงินเดือนอย่างเราๆ มักจะเรียกร้องขึ้นเงินเดือน โบนัสก็จะเอา(เหมือนตามข่าวที่ประท้วงกัน) สวัสดิการก็อยากจะได้ แต่ถ้าเรามามองในมุมที่เป็นเจ้าของกิจการ (ผมเองก็เป็นเจ้าของกิจการตัวเล็กๆคนนึงเหมือนกัน) ผมคิดว่า มันก็ ”โอเค” นะ ถ้าคุณอยากได้เงินเดือนหรือโบนัสเยอะๆ แต่คุณมี “ศักยภาพ” พอเท่าที่คุณเรียกร้องหรือเปล่า คุณ overvalue ตัวคุณเองหรือเปล่า


ด้วยเหตุนี้เอง บริษัทจึงประกาศข่าวออกมาวันนี้ว่า เซลส์ทุกคนต้องเสริมสร้าง value ให้กับตัวเองด้วย ไม่ใช่จะรอเอาแต่เงิน  โดยการให้พนักงานทุกคนสอบ TOEFL โดยต้องได้คะแนนขั้นต่ำ 620 คะแนน (ฮ่วยยย!!!)


ใครได้ TOEFL  ต่ำกว่า 620 คะแนน จะอดโบนัส อดขึ้นเงินเดือน อดได้รับการพิจารณาโปรโมทเลื่อนขั้น แถมต้องไปเรียนเสริมเพื่อสอบให้ผ่าน 


สุดยอดมากๆครับ Goal-Oriented แบบบริษัทฝรั่ง  ถึงมันจะเครียดมาก แต่ด้วยความที่เป็น sadist ผมก็ชอบนะครับ คืองานมันบังคับให้ตัวเราต้องพัฒนาตัวเองตลอดเวลา


ยังมี Goal-Oriented อีกหลายๆรูปแบบนะครับ วันนี้เอาแค่นี้ก่อน

 

ปล. ตอนสมัครงานจะมีอีกคำที่คนมักสงสัยคือ “Work independently” คำนี้มีความหมายแปลตรงตัวคือ “you are on your own”  หรืออีกนัยนึง “มึงต้องพึ่งพาตัวเอง” ศึกษางานเอง ได้รับมอบหมายงานอะไรมาคือต้องทำให้ได้ ถ้าทำไม่ได้ก็ไปถามหาคนปรึกษาเอง จนกว่าจะทำได้ครับ อีกทั้ง ต้องบริหารเวลางานให้เป็น ทำเอง คิดเอง ค้นคว้าเอง อะไรต่อมิอะไรเอง “ช่วยตัวเอง”   (หุหุ)


ปล.2  สำหรับนักศึกษาที่จบใหม่ๆ ยังไม่ปีกกล้า ขาแข็ง ถ้าเจอคำว่า Goal-Oriented หรือ Work independently ก้ไม่ต้องกลัวครับ ผมแนะนำให้ลุยงานไปเลย เพราะเราจะได้รู้ว่าตัวเรามีจุดแข็ง จุดอ่อนตรงไหน จะได้ไปปรับปรุง เรียนเสริม ถ้าเราทำงานไม่ได้ ทนความเครียดไม่ไหว ก็ลาออกครับ แล้วก็หางานใหม่ ไม่ต้องกลัวครับ ชีวิตมนุษย์เงินเดือนมันเป็นแบบนี้แล


ปล.3.  ผมไม่แนะนำให้ไปต่อ ป.โท หลังจากจบ ป. ตรี แบบทันที  ผมแนะนำอย่างแรงกล้า ว่าให้มีประสบการณ์ทำงานก่อนสัก 5 ปี แล้วค่อยเรียนครับ แล้วคุณจะได้อะไรเพิ่มขึ้นจากการเรียนอีกมหาศาลเลยแหละ

 

Comment

smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry
smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

โอ้ว มายก็อดดดดด
มีใครได้ โทเฟลน้อยกว่า 620 อดโบนัส!!

ปล.เห็นด้วยว่าหลังจบป.ตรี ควรทำงานก่อนแล้วค่อยต่อ ป.โท จะดีมากbig smile

#1 By C-C on 2009-01-08 19:56

ตอนอยู่บริษัทน่ะ ไองานที่รับมอบมาแล้วต้องทำให้ได้นี่สาหัสล่ะค่ะ
อะไรที่ไม่เคยทำก็ต้องทำให้ได้ และทำให้ดีด้วย

#2 By |:| ShaKo |:| on 2009-01-08 20:17

อืม...........ไอ้เราอยู่ทำงานโงนเดือนถูกๆไปวันๆ คนอื่นเขาไปกันขนาดนี้น่อ เฮ้อ ชีวิต
สงสัยบ.ผมไม่มี Goal-Oriented อะ

#3 By omega on 2009-01-08 20:29

ความจริงที่น่าตกใจคือคนไทย มีเป้าหมายครั้งเดียวตอนสอบเข้ามหาลัยครับ คงมีน้อยที่จะรู้จักว่าเป้าหมายือไร....

ช่วยตัวเองซะopen-mounthed smile

#4 By Shuu Exteen on 2009-01-08 21:03

บริษัทก็ประมาณนี้พัฒนากันทุกปีไม่มีหยุดconfused smile

#5 By V@R on 2009-01-08 21:45

เจอแบบนี้มั่งเบียจะทำได้มั้ยเนี่ย ><

#6 By AelitaX on 2009-01-08 22:27

เอนทรี่มีประโยชน์มากค่ะ...เราว่าการวัดผลการดำเนินงานแบบฝรั่งๆ ก็เคี่ยวเกินค่ะ...แต่บริษัทที่เราอยู่ก็นิ่มเกินยังโตกันโดยใช้เต้าไต่,เจ๊ดันกันอยู่เลย..ระบบอุปถัมภ์มีอยู่ทุกที่จริงๆ

เฮ้อ...เรากำลังจะจบ ป.โท กลางปีหน้าซะด้วย..อยากเปลี่ยนงาน แต่จะมีบริษัทไหนรับพนักงานใหม่มั้ยเนี่ยฮึangry smile

9000 ตอนปี 40 นี่ถือว่าเยอะนะคะopen-mounthed smile

#7 By LonelyGrayWorld on 2009-01-09 02:04

Toefl 620 อ๊าาาก ผมกว่าจะได้ 550 เลือดตาแทบกระเด็น

#8 By manop on 2009-01-09 03:18

sad smile ยอดที่ต้องทำเยอะมากกกกก พี่กล่อง

อืม..พนักงานขายที่บริษัทวอร์ก็โดนตั้งเป้าไว้สูงเหมือนกัน บางคนเครียดมากจนต้องออกไปเลยเพราะโดนหักเงินด้วย (แต่ขายได้ค่าคอมก็เยอะนะ) แต่ที่แย่คือพอเค้าโดนกดดันมากๆ เราก็เลยโดนกดดันมาอีกทอด งานเยอะทำหูตูบ แต่ได้เงินเท่าเดิม (ไม่ยุติธรรมเลย) เศร้านะเนี่ยะ

#9 By WorSilly on 2009-01-09 08:42

โทเฟล 620 คะแนน wink สูงมาก

แบบนี้แหละคะ งานกับเงินมันต้องสัมพันธ์กัน
ใครที่ไหนจะให้เงินเยอะๆกับบ้างถ้าลูกน้องทำงานไม่คุ้ม
เหมือนเด็กที่จบใหม่ คิดว่าต้องเรียกเงินเดือนเป็นหมื่น
ตอนโบจบใหม่ ทำงานครั้งแรกได้เงินแค่7000 เอง
sad smile

#10 By bakabo ลั๊ลล๊า~ on 2009-01-09 08:59

big smile ชีวิตคนทำงาน
ความกล้าดูเหมือนจะเป็นปัจจัยสำคัญสำหรับการเปลี่ยนแปลง

#11 By ป้าหมู on 2009-01-09 09:36

ผมคิดว่าทำงานอย่างอิสระซะอีก

ตกลงคือช่วยตัวเองหรอกหรอ

#12 By Vee on 2009-01-09 14:35

เจอ ปล.3 ของคุณเข้าไปก็ยิ่งตอกย้ำความแน่ใจเลยค่ะ ว่าจะไม่ต่อ ป. โท ภายใน 2 ปีนี้เด็ดขาด ...ขอเก็บ ปสก ทำงานก่อนเถอะ

ปล. ยอดที่ต้องทำให้ได้ ทำไมมันเยอะจังละคะ sad smile
Hot!
เลิฟคุณพี่มาก
ทำไมเราไม่รู้จักกันก่อนที่หนูจะจบตรีนะ
50000 ชิ้นนี้ เป็นยอดขายของอะไรเหรอครับ
ทำไมเยอะจังconfused smile

#15 By N.P on 2009-01-10 09:27

เห็นด้วยมากๆเลยเรื่องประสบการณ์ทำงานก่อนเรียนต่อ ป.โท

#16 By Orm & Hai on 2009-01-10 15:04

big smile ได้คิดๆ
พอมาอ่านๆ entry นี้ ก็ทำให้ผมชักจะลังเลกับชีวิตหลังจากจบป.ตรีของผมขึ้นมาเลยแฮะ...

#18 By V E I L C H E N on 2009-01-11 01:02

ผมก็เห็นด้วยกับพี่กล่องนะครับเพราะผมเองก็ทำงานก่อนที่จะไปเรียนต่อเหมือนกัน การทำงานก่อนทำให้เราได้เห็นว่าในโลกของความเป็นจริงเค้าใช้อะไรทำงานบ้าง ทำให้มีประเด็นที่จะไปศึกษาต่อ ถ้าไม่ได้ทำงานก่อนผมก็คงจะนึกเองเออเองไปเรื่อยเปื่อยจับอะไรไม่ถูก คนอย่างผมถ้าเรียนแล้วจับอะไรไม่ได้จะคว้ามาแต่กระดาษรับรอง แต่ถ้ามีความคิดว่าจะไปไหนยังไงเป็นแผนที่อยู่ในหัวแล้วจะก้าวหน้าไปไวมากเลย big smile Hot!

#19 By Life Goes On on 2009-01-11 01:37

แม่พูดถูกมาตลอด
เรียนหนังสือนี่สบายสุดจริงจริงด้วย

:(

#20 By :D on 2009-01-12 01:27

double wink double wink

#21 By โปรแกรมบัญชี (58.9.163.6) on 2009-01-12 22:11

มาแว้ว
TOEFL620 ตาย ตาย ตาย
ถ้าสอบได้ อนุญาติให้ด่าเจ้านาย เป็นภาษาอังกฤษไหม
หรือให้หุบปากไปเหมือนเดิม 555

#22 By สาวเหนือcomeback (203.146.176.242) on 2009-01-14 13:19

http://www.the-job-hunt.com kub!confused smile

#23 By Job (116.58.231.242) on 2009-05-10 22:00

i red your blog and learn many things about Flood so nice and update information here available.
Thanks for sharing nice blog

#24 By condos in hyde park (175.110.74.10) on 2012-02-06 19:15