Let’s sue his arse off

posted on 01 Sep 2008 16:24 by tarlomak in Gibberish


อู๊พ ไปนานมากครับ เพราะไม่อยากเขียนเรื่องการเมือง (กลัวห้ามใจตัวเองไม่ได้ ) สงสาร exteen เป็นแค่ตัวระบาย แถมเห็นคุณมาสเตอร์แชมป์เกรงๆด้วย


อย่างไรก็ดี ถึงการเมืองตอนนี้จะไม่มีอะไรดีเลย แต่ก็มีเรื่องดีๆเกิดขึ้นจนได้ครับ


คือเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ประเทศไทยเรามี  ‘ศาลผู้บริโภค’ หรือ ‘ศาลแผนกคดีผู้บริโภค’ ครับ เป็นระบบวิธีพิจารณาแบบคดีทางแพ่งของศาลยุติธรรมรูปแบบใหม่ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 23 สิงหาคม 2551 แล้วเริ่มเปิดให้บุคคลธรรมดาเข้ายื่นฟ้องร้อง วันแรกวันที่ 25 สิงหาคม 2551 ในกทม ศาลนี้อยู่ที่ถนนรัชดาฯ ครับ เป็นแผนกนึงของศาลแพ่ง (ซึ่งตึกศาลแพ่งก็อยู่ติดกับศาลอาญา   ส่วนต่างจังหวัดฟ้องร้องได้ที่ศาลจังหวัดครับ) 


โดยประชาชนทั่วไป ในฐานะผู้บริโภคหรือผู้ได้รับความเสียหายจากสินค้าอันตรายต่างๆ สามารถใช้สิทธิฟ้องร้องต่อแผนกคดีผู้บริโภคที่มีประจำอยู่ในศาลแขวง ศาลจังหวัด และศาลแพ่งทุกแห่งครับ

ทีนี้เรื่องที่เจ๋งมากๆก็คือ ผู้ยื่นฟ้องสามารถฟ้องด้วยวาจา (เราไปแต่ตัว) พร้อมกับหลักฐานต่างๆ  หรือจะทำเป็นหนังสือก็ได้  จะฟ้องด้วยตนเองหรือแต่งทนายความก็ได้  โดยไม่ต้องเสียค่าฤชาธรรมเนียมฟ้องศาล  ซึ่งการฟ้องร้องนี้ ศาลบอกว่า ต้องไม่เป็นการเรียกค่าเสียหายเกินควรนะครับ  ไม่เช่นนั้นศาลอาจมีคำสั่งให้ชำระค่าฤชาธรรมเนียมในภายหลังได้ (อย่าโลภครับ พูดง่ายๆ)


โดยเค้าจะมีพนักงานเจ้าหน้าที่ศาล เป็นผู้เขียนคำร้อง ทำสำนวนให้ทั้งหมดครับ เพราะการฟ้องร้อง เราต้องดูว่าจะฟ้องมาตราไหน อย่างไร ยังไง  ใช้สำนวนยังไง


โดยขั้นตอนทั้งหมดตั้งแต่เดินเข้าไป จนเสร็จ จะใช้เวลาไม่ถึง 1 ชม ครับ


น่ากรี๊ดดมากๆ  ที่เมืองไทยมีศาลนี้ 

คนไทยเราในฐานะผู้บริโภค เราเจอเอาเปรียบนะครับ มานานมากๆแล้วด้วย


ยกตัวอย่างง่ายๆที่ผมเห็นคือเรื่อง

- ภาษีมูลค่าเพิ่ม (เรื่องนี้เราคงฟ้องร้องไม่ได้ครับ)


สินค้าทุกชิ้นที่เราซื้อในประเทศ ล้วนแล้วแต่รวมภาษีมูลค่าเพิ่มแล้วทั้งนั้น แต่ว่าถ้าเป็นบริษัทซื้อสินค้า มันเคลม VAT คืนได้ครับ แต่คนธรรมดาทำไม่ได้ครับ เท่ากับเราจ่ายเงินเพิ่มไปฟรีๆ 7%


-  มีอีกเรื่องนึง อันนี้เป็นเกร็ดความรู้   ว่าเราไม่สามารถฟ้องร้องให้คืนเงินสินค้าได้ ในกรณีที่เราฟ้องว่าสินค้านั้นราคาแพงเกินจริง เพราะทั้งนี้ มันขึ้นอยู่กับว่า เราพึงพอใจที่จะซื้อสินค้านั้นแต่แรกหรือไม่ เช่น คุณเดินไปในห้างพารากอน เจอขนมครีมพัฟญี่ปุ่นชั้นเทพราคาชิ้นละ 45 บาท คุณซื้อมา 5 ชิ้นแล้วกินจนหมดแล้วมานึกได้ว่า ไม่คุ้มเงินเลย คุณมาฟ้องร้องของเงินคืนไม่ได้ครับ  เพราะคุณมีสิทธิ์ที่จะไม่ซื้อแต่แรก แล้วไปเลือกเอแคลร์ลูกละ 1 บาทแทนได้ ไม่มีใครบังคับให้ซื้อครับ  แต่ถ้าคุณกินแล้วท้องเสียรุนแรง จนต้องเข้า รพ. แบบนี้ฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายได้ครับ แต่ต้องพิสูจน์กันยาว 


ดังนั้นต่อจากนี้ไป ไม่ว่าเราจะไปดูหนัง กินอาหารในฟู้ดคอร์ท ไปธนาคาร ไปสนามบิน ฯลฯ ถ้าเป็นไปได้มีเอกสารหรือใบเสร็จรับเงินอะไร เราก็ควรเก็บๆไว้  เพราะมันจำเป็นต้องใช้เป็นหลักฐานในการฟ้องร้อง อย่างน้อยก้เป็น alibi ว่าเราได้ไปสถานที่นั้น ได้ซื้อ ได้ใช้สินค้า นั้นจริงๆครับ หลักการเดียวกันกับสลิปบัตรเครดิตนั่นเองแหละครับ


ปล.  ในฐานะที่เป็นผู้บริโภคสื่อ อยากฟ้องร้องโฆษณา Pepsi ที่มีน้องมาริโอ้ครับ คือมันห่วยมาก ไม่มีคอนเซ็ปท์อะไรเลย อยู่ดีๆ ในขณะที่ทุกคนกำลังแดกอาหาร อยู่ดีๆก็มีคนโรคจิตเด้งกระโดดขึ้นมาแล้วพ่น แหกปากร้องเพลง จนเริ่มแพร่ระบาดไปโต๊ะอื่นๆ  แถมตอนจบนังมาริโอ้ ก็พูดว่า “อ้าสสสส์ สสส  เต็มที่เลย” แล้วทุกคนก็กรี๊ดดๆ หัวเราะมีความสุข มันอะไรกันเนี่ย มึงจะสื่ออะไรเนี่ย เป๊ปซี่ทำให้อาหารอร่อยมากขนาดนั้นเลยเหรอ งั้นทุกคนเลิกกินข้าว แล้วมายัด pepsi แทนดีมั๊ย (สู้โฆษณาโค้กไม่ได้เลย หึหึ )


ปล.2 ต่อไปจะพยายามอัพ อาทิตย์ละ 2 ครั้งครับ แต่จะเขียนให้สั้นลง กระชับขึ้น


ปล3. คิดถึงคุณชายน้อยครับ  Welcome Back!!!

เรามาฟ้องกันเถอะ หุหุ

Comment

Comment:

Tweet

ไม่รู้จะช้าไปหรือเปล่าที่มาเขียนคอมเม้นท์

เรื่องศาลผมรู้สึกว่าเป็นประโยชน์มากๆเลย