พอดีไปอ่านเจอเอ็นทรี่ของพี่ตุ้มเป๊ะ aka พี่รสนาของผม เรื่องเกี่ยวกับ " 6 มาตรการ  6 เดือน ฝ่าวิกฤตเพื่อคนไทยทุกคน" หรือจะเรียกอีกอย่างว่า "6 อภินิหารช่วยฮอบบิท ฝ่าฟันวิกฤต middle earth"


มีคนๆนึงมาเม้นท์ประมาณว่า "รัฐบาลไม่ช่วยก็ด่า พอรัฐบาลช่วยก็ด่า ......." (จริงๆแล้ว พี่ตุ้มเป๊ะไม่ได้เขียนด่าหรือว่าอะไรเลยนะครับ)


ผมเห็นด้วยครับ ว่ารัฐบาลไหนๆ ทำอะไรก็เจอด่าเพราะทุกอย่างมันมองได้หลายมุมครับ ทุกอย่างมีดีกับไม่ดี
ดังนั้นเราเอาเหตุผล หรือความเป็นจริงมาคุยกันดีกว่า อย่าด่ากันเลยครับ จริงๆเรื่องนี้มีคนเขียนเยอะแล้ว แต่อยากเขียนบ้างพอดีมันเกี่ยวกับเรื่องส่วนตัวนิดหน่อยครับ

ผมขอพูดเรื่อง “น้ำประปากับไฟฟ้า” ก่อน เพราะมันมาคู่กัน


เนื่องจากผมไปซื้อห้องตามคอนโดไว้แล้วให้คนมาเช่าต่อ (โดยเอาเงินค่าเช่านี่แหละผ่อน)  หลังจากรัฐบาลประกาศเปรี้ยงมา ผู้เช่าก็โทรมาหาผมทันที


"พี่คับ ผมก็ใช้น้ำ ไม่ถึง 50 ลบ.  ใช้ไฟก็ไม่ถึง 80 หน่วยคับ หรือยังไงก็ไม่เกิน 120 หน่วยแน่นอนคับ แบบนี้ผมก็ไม่ต้องจ่าย ค่าน้ำ ค่าไฟแล้ว ชิมิ"


ผมจำเป็นต้องบอกน้องนักศึกษาคนนี้ว่า

 "น้ำกับไฟ ที่น้องใช้ ถึงมันจะมีมิเตอร์หน้าห้องของน้อง แต่ไอ้ที่การไฟฟ้า กับการประปามาเก็บ มันเก็บเงินจากมิเตอร์รวมทั้งตึกครับ ดังนั้น มึงจ่ายเงินเหมือนเดิม”

ประโยชน์
ค่าประปา รัฐบาลบอกว่าประชาชน 3.2 ล้านรายได้ประโยชน์   แบ่งเป็นผู้ใช้น้ำที่อยู่ในเขตหลวง ประมาณ 1.2 ล้านราย  และเขตภูมิภาคประมาณ 2 ล้านราย  


ส่วนค่าไฟฟ้าจะครอบคลุม  ประมาณ 9.85 ล้านราย  แยกเป็นผู้ใช้ไฟฟ้าที่อยู่ในเขตนครหลวงประมาณ 0.41 ล้านราย  และเขตภูมิภาค ประมาณ 9.44 ล้านราย  ซึ่งจะสามารถลดค่าใช้จ่ายให้แก่ประชาชนเฉลี่ย 120 – 200 บาท/ครัวเรือน

สิ่งที่เกิดขึ้น
ผมคิดว่ามีคนมากกว่า 5 ล้านคนในกรุงเทพที่มาจากต่างจังหวัด แล้วอยู่บ้านเช่า อพาร์ทเม้นท์  ซึ่งคนกลุ่มนี้ต้องจ่ายค่าเช่าห้อง ค่าส่วนกลาง ฯลฯ ซึ่งถือเป็น fixed expense  ที่เยอะมากๆ อยู่แล้ว  และค่าครองชีพในกรุงเทพมหานครก็แพงมาก


คนจำนวนมากกลุ่มนี้จึงไม่ได้ผลประโยชน์จากมาตราการดังกล่าว เพราะมิเตอร์น้ำ ไฟ มันไปเก็บรวมที่เจ้าของตึก
สำหรับคนที่มีที่ดิน มีบ้านเป็นของตัวเองแล้ว เค้า “น่าจะ” พอมีเหลือใช้จ่ายได้อยู่แล้ว เพราะน้ำ 50 ลบ. ไฟ 80 หน่วย ราคาไม่เท่าไรเอง จะจ่ายหรือไม่จ่าย แทบไม่ต่างกันเลย 

Practical Solution
รัฐบาลควรคิดลดหย่อนค่าน้ำประปา / ค่าไฟฟ้า โดยการเอา จำนวนห้องพัก คูณกับ จำนวนหน่วยของน้ำ / ไฟที่ลดหย่อน


เช่น บ้านเช่านึงแบ่งได้ 10 ห้อง  ก้เท่ากับว่าเจ้าของบ้านได้ลดหย่อน ฟรีค่าน้ำ 500 ลบ (10 ห้อง * 50 ลบ.)  ฟรีค่าไฟ 800  หน่วย (10 ห้อง * 80 หน่วย) แล้วก็เป็นหน้าที่ของเจ้าของตึก ที่ไปไล่เก็บกับผู้เช่าเองสำหรับห้องที่ใช้เกินโควต้าครับ

 

“ก๊าซหุงต้ม / น้ำมัน”


ประโยชน์
รัฐบาลได้บังคับลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน  ซึ่งจะทำให้ราคาน้ำมันจะถูกลงเป็นเวลา  6 เดือน


 น้ำมันแก๊สโซฮอล์ 91 และแก๊สโซฮอล์ 95 ลง 3.30 บาทต่อลิตร เพื่อให้ราคาน้ำมันแก๊สโซฮอล์ 91 และน้ำมันแก๊สโซฮอล์ 95 มีช่วงห่างของราคาจำหน่ายต่ำกว่าน้ำมันเบนซิน 91 และน้ำมันเบนซิน 95 มากขึ้น 
 น้ำมันดีเซล ลง 2.30 บาทต่อลิดตร 

น้ำมันไบโอดีเซล (Biodiesel :B5 ) ลง 2.19 บาทต่อลิตร  เพื่อบรรเทาผลกระทบต่อต้นทุนของภาคการขนส่งในระยะสั้น  และช่วยให้ผู้ประกอบการมีระยะเวลาในการปรับเปลี่ยนไปสู่การใช้พลังงานทางเลือก (NGV)


รัฐบาลยังชะลอการปรับราคาก๊าซหุงต้ม (LPG) ในภาคครัวเรือน เพื่อช่วยค่าใช้จ่ายในภาคครัวเรือนจากการปรับตัวสูงขึ้นของราคาก๊าซ  เป็นระยะเวลา 6 เดือน 

สิ่งที่เกิดขึ้น


 “ไม่มีอะไรในโลกได้มาฟรีๆ”


หลังจาก 6 เดือนนี้ผ่านไป  ราคาทั้งน้ำมัน และก๊าซจะพุ่งกระฉูดมหาศาลแน่นอน คิดว่าทุกคนยังจำเรื่อง “กองทุนชดเชยค่าน้ำมัน” ได้ดี  (ใช้เวลาชาตินึงก็ยังจ่ายหนี้ไม่หมด แถมเอาเงินภาษีเราไปใช้อีก) แล้วสุดท้าย คนที่ได้รับกรรมก็คือประชาชนนั่นเอง


ถึงตอนนั้น รัฐบาลจะร่วมมือกับ ปตท. ประกาศว่าเราได้ช่วยเหลือคุณประชาชนทั้งหลายมานานแล้ว ดังนั้นเราขอขึ้นราคาสูงปรี๊ดๆ ณ บัดนี้เป็นต้นไป


ประชาชนตาปริบๆ เถียงไม่ขึ้น

Practical Solution
เนื่องจากรัฐบาลเป็นพวกเดียวกับ ปตท. จึงไม่มีทางแก้ไขอะไร  ยังไงราคาก๊าซและน้ำมันก็จะยังคงแพงเกินจริงๆต่อไปเรื่อย  เพราะปตท มันทำธุรกิจแบบ Vertical เอาหมดทั้งซื้อน้ำมัน กลั่นน้ำมัน ขายเองด้วยเบ็ดเสร็จ
พอน้ำมันลอยตัว คนหันมาใช้ก๊าซ ก็มาลอยตัวราคาก๊าซ  แล้วในอนาคตถ้าคนหันมาใช้ถ่าน มันก็จะประกาศลอยตัวถ่านครับ


“รถเมล์ / รถไฟ”


แต่ก่อนเลิกเรียน ผมเดินมาหัวลำโพง นั่งรถไฟทุกวัน (ภูธรมากๆ บ้านอยู่ชานเมือง)  แล้วมาต่อรถเมล์อีกทีกลับบ้าน ซึ่งเวลาที่รถออกเป็นเวลาเลิกงานพอดีคือ 5 โมงนิดๆ หลังจากนั้นต้องรอไปจนถึง 3 ทุ่ม  ซึ่งรถรอบ 5 โมงคนก็เยอะมากๆอยู่แล้ว แทบไม่ได้นั่ง บางวันก็เบียดมาก


หรือบางวัน นั่งสาย 115 กลับบ้าน ใช้เวลาประมาณ 90-120  นาทีครับ ซึ่งไอ้รถเมล์สายนรกนี่ ชั่วโมงนึงมีประมาณ 3-4 คัน เพราะว่ารถที่จะมารับจากสีลมไปนอกเมืองกลับบ้านผม มันมาได้ ไปติดอยู่แถวถนนเวรนรก(พระราม 4 แถวคลองเตย)  คือถ้าผมดัดจริตเห็นคนเยอะ แล้วจะรอคันถัดไป ต้องรอ ประมาณ 20 – 30 นาทีครับ


ประโยชน์
ลดค่าใช้จ่ายเดินทางรถโดยสารประจำทาง  โดย ขสมก. จัดรถโดยสารประจำทาง จำนวน 800 คัน ใน 73 เส้นทาง  เพื่อให้บริการในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑลโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย  ซึ่งจะมีการปล่อยรถเมล์ที่วิ่งบริการ ”ฟรี” สลับกับรถเมล์ที่เก็บเงิน  โดยจะมีการติดป้ายบอกไว้ให้ประชาชนทราบ


ลดค่าใช้จ่ายเดินทางโดยรถไฟชั้น 3 ไม่ปรับอากาศ  “ทั่วประเทศ”  โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ   ซึ่งครอบคลุมผู้ใช้บริการเฉลี่ยประมาณ 16 ล้านคน (6 เดือน)


สิ่งที่เกิดขึ้น
ขนาดรถไฟคิดเงินปกติคนยังเต็มขบวนได้เลยครับ แล้วโดยกมลสันดานของคนไทยที่ชอบของฟรีเป็นที่ตั้งอยู่แล้ว ดังนั้น ทุกคนที่เคยนั่งรถเมล์ รถตู้ รถไฟฟ้า อาจเปลี่ยนมานั่งรถไฟแทน  ทำให้คนล้นหลาม แออัดยัดเยียด แย่งกันขึ้น แล้วท้ายที่สุด คนที่จำเป็นต้องใช้รถไฟจริงๆก็ไม่ได้ขึ้น ต้องไปเสียเงินแพงกว่าเก่านั่งชั้น 2  นั่งตู้แอร์  แล้วเด็กนักเรียนตัวเล็กแบบผมล่ะ (เมื่อ 20 ปีที่แล้วนะ) จะเข้าไปเบียดได้ไง


ส่วนคนที่ต้องขึ้นรถเมล์  ก็จะรอแย่งกันขึ้นคันที่ติดป้ายสัญลักษณ์บอกว่าขึ้นฟรี  แล้วเนื่องจาก รถเมล์คันที่ฟรี มันปล่อยแบบสลับคัน ดังนั้น คนส่วนใหญ่ก็จะแย่งกันขึ้นคันที่ฟรี แล้วถ้าคนที่รายได้น้อยจริงๆ เค้าก็อยากขึ้นฟรี ในเมื่อรถที่ฟรีคันแรกเต็มขึ้นไม่ได้ เท่ากับเค้าต้องรอรถถัดไปอีก 2 คัน เพื่อจะได้ฟรี  ทำให้เสียเวลารอเพิ่มไปอย่างน้อย 30 นาที


โกลาหลแน่ๆ มิคสัญญีก่อเกิด 


Practical Solution
ไม่ต้องให้ถึงกับขึ้นฟรีหรอกครับ  "ลดราคา" เอาก็ได้ ประชาชนทุกคนได้ผลประโยชน์แน่นอน เพื่อลดความเสี่ยงที่คนจะปะทะ ตบตี แย่งกันขึ้นรถเมล์ / รถไฟ  เพื่อคนแก่ คนชรา เด็กนักเรียน จะได้มีโอกาสได้รับผลประโยชน์อันนี้บ้าง เพราะจะให้คนเหล่านี้ไปกระโดด ยื้อแย่งคนหนุ่มๆสาวๆ ขึ้นรถคงไม่ไหวแน่ๆ

หมายเหตุ
จริงอยู่ที่รัฐบาลทำอะไรก็มีแต่คนด่า  แต่การออกมาตราการแบบไม่คิดให้ถี่ถ้วนแบบนี้ มันมีผลเสียมากกว่าดีในความคิดของผม คือไอเดีย 6 มาตราการนี้ดี แต่มันมาติดขัดในทางปฏิบัติ  

 ผมมั่นใจว่า เค้าเตรียมจะยุบสภา เลยต้องการคะแนนเสียงจากรากหญ้า(เช่นเคย) โดยเอาเงินภาษีของคนอีกกลุ่มมาถลุง เพลินๆ


มาตรการทั้ง 6 นี้ ใช้เงิน หลายหมื่นล้านบาท แล้วแน่นอนว่า