วัฒนธรรมคือ  อะไรก็ได้ (ไม่ว่าจะเป็นความคิด การกระทำ ความเชื่อ ศิลปะ ความรู้ ประเพณี ฯลฯ) ที่ปลูกฝังสืบทอดกันมา ทั้งจากบรรพบุรุษ หรือมาจากตัวเราเองเริ่มตั้งแต่เกิด โดยที่เรายึดถือเชื่อมั่นแล้วว่ามันเป็นสิ่งที่ดี ที่ถูกต้องโดย ไม่ต้องพิสูจน์


สมัยก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 จะบังเกิด  แม่ผมบอกว่า การเลี้ยงเด็กทารก นอกจากนมแม่แล้ว  ก็มีการใช้ “น้ำข้าว” เท่านั้นที่แทนกันได้  แล้วถ้าคุณแม่มีปัญหาด้านสุขภาพ ไม่มีน้ำนม เด็กคนนั้นก็จะเติบโตมากับ “น้ำข้าว” เพียงอย่างเดียว ในบางกรณีบ้านใครเลี้ยงวัว เลี้ยงแพะ ก็รอดตัวไป


หลังสงครามโลกครั้งที่ 2  เป็นช่วงฟื้นฟูเศรษฐกิจ ฝรั่งเริ่มเข้ามาทำการค้าขายในไทยมากขึ้น มีบริษัทนมผงจากต่างประเทศยี่ห้อนึง เข้ามาทำการตลาดในไทย  โดยการออกบู๊ธตามโรงพยาบาลเอกชน ซึ่งกราบตีนคนไทยยังไงกี่รอบ ก็ไม่มีคนซื้อ เพราะคนไทยไม่รู้จัก ”นมผง” และไม่ยอมรับครับ 

จนวันนึงเจ้าของกิจการตัดสินใจ ทำโปรโมชั่น “แจกนมผงฟรี”  โดยให้กับคุณแม่ทุกคนที่คลอดบุตร ในโรงพยาบาล  ซึ่งคนไทยชอบของฟรีอยู่แล้ว  


เมื่อคลอดเสร็จแล้ว กลับบ้าน เหล่าคุณแม่ก็เอานมผงฟรีที่ได้มา ชงให้ลูกกินครับ  ครั้นพอนมหมด ก็กลับไปให้ลูกกิน “น้ำข้าว” หรือ นมวัวหรืออะไรก็แล้วแต่ ตามที่บรรพบุรุษสอนมา  แต่ปรากฏว่า “ลูกไม่ยอมกิน” ครับ
ฝรั่งมันฉลาด มันรู้ว่าถ้าเด็กได้กินอะไร รสชาดไหน มันจะติด แล้วร้องไห้จะกินแต่อย่างเดิม  ถึงตอนนั้น เหล่าคุณแม่ทุกคนก็ต้องตาลีตาเหลือกวิ่งกลับไปซื้อนมผงที่โรงพยาบาล


นี่คือตัวอย่างของความสำเร็จในการทำลายวัฒนธรรมด้านการเลี้ยงทารกที่มีมาแต่โบราณ

 

ตัวอย่างต่อไป


สมัยเรายังเด็กๆ  เราคงได้ยินว่า คนไทยสมัยก่อนใช้มือเปิบทานข้าว แต่ปัจจุบัน ทุกคนใช้ช้อน ส้อมกันหมดแล้ว ทั้งนี้เองเพราะวันนึง ประมาณสมัยรัชกาลที่ 4  ฝรั่งเดินเข้ามาในไทย แล้วบอกว่า “ว๊าย คนไทยสถุลจัง ใช้มือกินข้าว” หรือไม่ก็ร้อง “ กรี๊ดดด  savages  ป่าเถื่อน”  ให้เรารู้สึกอับอาย ขายขี้หน้า  แล้วมันก็วิ่งกลับไปประเทศมัน แล้วขนเอาช้อน ส้อม มีด ที่เป็นเหล็กมาขายเราครับ เพราะสมัยนั้นคนไทยไม่มีโรงงานผลิต   จนวันนี้ คนไทยแทบทุกบ้านใช้ช้อน ส้อมทานข้าวกันทั้งนั้น


นี่คือตัวอย่างของความสำเร็จในการทำลายวัฒนธรรมด้านการกินข้าว


ตัวอย่างต่อไป


สมัยก่อนประเทศเรา ทำธุรกิจ ไม่ว่าจะซื้อขาย หรือทำบัญชี transaction ต่างๆ เราใช้มือเขียนครับ   ต่อมาวันนึงฝรั่งวิ่งเข้ามาแล้วบอก “ว๊าย เชยนะยะ บ้านเปิ้นใช้คอมพิวเตอร์แหละ ทำไมตั๋วเห่ยแบบนี้  ว๊ายๆ”  ต่อมาไม่นาน IBM ยกพลมาเสนอทุกอย่าง ตั้งแต่คอมพิวเตอร์ ยันระบบฐานข้อมูลใหญ่ยักษ์ และยังมีบริษัทอิ่นๆอีกมากมายตามมา  ปัจจุบันนี้ ทุกบริษัท มีคอมพิวเตอร์ใช้อย่างน้อย 1 ตัวขึ้นไปทั้งนั้น


หรือแม้แต่กระทั่ง การถ่ายรูปงานรับปริญญา แต่ก่อนเราจะเห็นช่างภาพรับถ่ายภาพ โดยคิดค่าบริการเป็นจำนวนฟีลม์ แต่ปัจจุบันมันเปลี่ยนไปมาใช้พวก memory แทน ทำให้ ช่างภาพเหล่านั้น ต้องคิดค่าบริการเป็นจำนวนชั่วโมงแทนครับ


นี่คือตัวอย่างของความสำเร็จในการทำลายวัฒนธรรมด้านการทำธุรกิจ


จริงๆการเปลี่ยนแปลงที่ผมยกตัวอย่างมา ไม่ใช่เรื่องไม่ดีเลย  ผมว่ามันดีด้วยซ้ำ  แต่คำว่า “ดี” ในที่นี้ มันหมายถึง สะดวกขึ้นเท่านั้น


โดยเฉพาะเทคโนโลยี  ถ้าถามว่า  ถ้าเราไม่มีคอมพิวเตอร์ใช้   ไม่มี PDA   ไม่มี iPhone  ไม่มี fax  ไม่มี digital cameraเราจะตายมั๊ย ธุรกิจจะเจ๊งภายในบัดดลหรือไม่ คำตอบก็คง ”ไม่ใช่”  เพราะก่อนหน้า บิลเกตส์จะเกิด เราก็ค้าขายกันมาได้  เพียงแต่ว่าการที่มีเทคโนโลยีมาช่วย มันทำให้ทุกอย่างสะดวกขึ้น เร็วขึ้น แม่นยำขึ้น แค่นั้นเอง   เทคโนโลยีมัน crucial แต่ไม่ถึงกับ absolutely essential ครับ


ส่วนคำตอบ ของชื่อเอ็นทรี่นี้  “ทำไมวัฒนธรรมถึงสมควรโดนทำลาย”
พูดง่ายๆก็คือ “เพื่อขายสินค้า” นั่นเองครับ  อย่างไรก็ดี การทำลายวัฒนธรรมนี้ ปัจจุบัน ไม่ได้มีจุดประสงค์เพื่อขายสินค้าเท่านั้น แต่มันยังรวมไปถึง “การหลอกลวงให้เชื่อโดยมีผลประโยชน์แอบแฝง”  ดั่งที่นักการเมืองทำๆกันครับ


พอดีเมื่อวานไปดู สามก๊กมา ครับ เลยคิดอะไรได้หลายอย่าง
1.  “จูกัตเหลียง” หรือ “ขงเบ้ง” หล่อโคตรๆ (อยากได้   หุหุ )


 
2. มันอาจเป็นตุ๊ดก็ได้ เพราะมันมอง “จิวยี่” ด้วยสายตาแปลกๆเสมอ   เอ๊ยไม่ใช่


ผมเห็นวัฒนธรรมจีนที่มีมาจนถึงวันนี้  คือ  คนจีนนับถือและเคารพบรรพบุรุษ อย่างมาก  และเหล่าญาติพี่น้องคนในครอบครัวรักกันเหนียวแน่น ครับ


แต่ปัจจุบัน รัฐบาลนอมินี + อดีตนายกคนนึง (กรี๊ดด วกมาเรื่องการเมืองได้ยังไง) ได้มีความพยายามทำลายวัฒนธรรมไทยอันดีงาม หลายๆอย่าง เช่นจาบจ้วงล่วงล้ำสถาบันพระมหากษัตริย์  ส่อแววต้องการทำลายสถาบันด้วยซ้ำ  พอทำไม่สำเร็จก็มุ่งเป้าไปที่ ประธานองคมนตรีแทน เพราะเป็นตัวเชื่อมระหว่างประชาชนกับพระมหากษัตริย์   รัฐบาลชุดหมูหมักเป็นอะไรที่เลวร้ายมาก ผมไม่เคยเห็นรัฐบาลที่เหล่า สส. หรือ รัฐมนตรี หรือแม้แต่นายกรัฐมนตรีเอง แทบทุกคนมีคดีติดตัวหมด มีการให้ใบแดง ใบเหลือง มากมายขนาดนี้


มีการใช้แผนทุ่มเงินภาษีของประชาชน (ของอำนาจเก่านู้นน) ให้ “รากหญ้า” เพื่อเป็นการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ประชาชนที่ยากจน จากเดิมที่ปากัดตีนถีบ ขยันทำมาหากิน ให้เปลี่ยนมารอเงินสนับสนุนจากรัฐบาลในรูปแบบต่างๆแทน (ถ้าคุณลงคะแนนเสียงให้นะ) เช่น เงินกู้เพื่อการศึกษา (อันนี้ดีมาก ผมชอบ แต่มันไม่มีมาตรากรควบคุม + โฆษณาชวนเชื่อเบี่ยงเบน) , การพักหนี้เกษตรกรแบบต่อเนื่องยาวนาน ทั้งนี้เพื่อกลบเกลือนปัญหาการเกษตรที่รัฐบาลไม่เคยแก้ไขเลย เกษตรกรจนลงทุกวัน, การโปรยเงินให้ทุกตำบลไปใช้เล่น (แต่ไปไม่ถึงประชาชน)


แฟนพี่ชายผมเป็นคนขอนแก่น และครูฝึกฟิตเนสผมเป็นคนประจวบฯ ทั้งสองพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า  ตอนที่รัฐบาลโปรโมทให้กู้เพื่อการศึกษาในหมู่บ้านนั้น  ข้าราชการในท้องถิ่นมาโฆษณาว่า กู้ได้ 1 แสน แล้วไม่ต้องใช้คืน  ทำให้คนมากมายวิ่งไปกู้ครับ  ทั้งนี้รัฐบาลไม่ได้กำหนดแผนรองรับเลย ว่าจะควบคุมยังไง อย่างไร กับเงิน 1 แสนบาทต่อคนเพื่อไปใช้จ่ายค่าเล่าเรียนจริงๆ  ผลปรากฏว่า เด็กขอนแก่นกับประจวบฯ ทั้งจังหวัด มีมอเตอร์ไซค์ขับ เด็กสก๊อย เด็กแว๊น แจ้งเกิดกันเป็นพันครับ  เอารถไปซิ่ง ไปชน แล้วปรากฏว่าทิ้งรถครับ เอาเงินที่เหลือมาซื้ออีกเป็นคันที่สอง (คันนึงไม่เกิน 4 หมื่น) เหตุการณืแบบนี้เกิดขึ้นกับเด็กไทยในทุกๆภาค


วัฒนธรรมของการเลือกตั้ง จึงเปลี่ยนไป จากเดิมที่คนเราจะดูจากนโยบายการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม กลายเป็นมาเลือกพรรคที่มุ่งแจกเงินให้คนจนแทน 


ยังไม่พอครับ ผลที่ตามมาคือการแตกแยกของประชาชน  กลุ่มแรกคือกลุ่มคนที่เสียภาษี เพราะรุ้ว่าเงินของตัวเองถูกเอาไปโปรย กิ้บกิ้ว อย่างสนุกสนาน   กลุ่มที่สองที่รอเงินอย่างหิวโหย   เราถึงได้เห็นคนภาคเหนือกับภาคอีสาน (บางคนเท่านั้น) สนับสนุนอำนาจเก่า + รัฐบาลปัจจุบัน และเห็นคนภาคกลางกับภาคใต้ (บางคนเท่านั้น) ที่ต้องการล้มล้างรัฐบาล


ซึ่งการทำลายวัฒนธรรมของรัฐบาลนี้ได้ผลครับ เนื่องจากมีการวางแผนมาแล้ว ในเมื่อเสียงของประชาชนถูกแบ่งแยกเป็นสองฝ่ายสองขั้วอย่างชัดเจน  ก็สามารถคำนวณจำนวน สส. ของภาคเหนือและภาคอีสาน เมื่อรวมกับส่วนในภาคอื่นๆที่คาดว่าจะได้  มันก็จะการันตี เสียงข้างมากในสภาอยู่แล้ว ต่อให้เลือกตั้งอีกกี่ครั้ง อำนาจเก่าก็จะชนะเช่นเดิมครับ  แล้วต่อให้ฝ่ายค้าน พยายามเยี่ยงไร ก้ไม่สามารถอภิปรายไม่ไว้วางใจสำเร็จครับ เพราะเสียงคุณน้อยกว่าฝ่ายรัฐบาล และนี่คือความหมายของคำว่า “ประชาธิปไตย” ในสากลโลก

สรุป


ถึงเวลาแล้วที่เราต้องไปร่วมฝ่ายพันธมิตร  เย้ยยยย ไม่ใช่ครับ


ถึงเวลาต้องใช้สมองแล้ว ดูตามความเป็นจริง ว่าตอนนี้ประเทศแบ่งออกเป็น 2.5 ส่วน (0.5 ส่วนคือกบฏหัวรุนแรงชายแดน)  ไม่ว่าเราจะเป็นพันธมิตร หรือเชียร์รัฐบาล ดูสักนิดว่า ใครพูดแล้วดูเสมือนเป็นความจริงมากกว่ากัน เพราะมันตอแหลกันทั้งคู่  ใช้เหตุผลและคว