“หลง” + “รัก”

posted on 20 Feb 2008 00:52 by tarlomak in Gibberish

 

 

เริ่มเขียนเอ็นทรี่นี้ตั้งแต่ วันที่ 9 ก.พ.  เพิ่งจะมาเสร็จก็วันนี้นี่แหละ 

 

ทุกๆปีวันที่ 14 ก.พ. มันเป็นวันที่ผมรู้สึก หดหู่ ชีช้ำ เฉาซี้ ปี้หดหาย มันเป็นวันที่ ไม่ว่าผมจะมองไปไหน จะเห็นคนอื่นๆมีความสุข จับมือเดินกันเป็นคู่ๆ หัวเราะคุกๆ

 

ร้านดอกไม้จะมีคนรุมเข้าไปซื้ออย่างบ้าคลั่งเหมือนได้ฟรี ใครจนหน่อยก็ดอกกุหลาบ ใครรวยหน่อยจะซื้อดอกทิวลิป ผมเคยเห็นเพื่อนซื้อดอกเชี่ยอะไรไม่รู้ราคาหมื่นบาทให้แฟน บ้าแล้ว (สงสัยจะเป็นดอก “ทอง” ) 

 

ผมมีมุมมองเรื่อง “ความรัก” แบบเชี่ยๆอยู่อย่างนึงครับ

 

ผมว่าสิ่งที่คนเรียกว่า “ความรัก” จริงๆแล้วมันเกิดจากองค์ประกอบ 2 อย่างคือ “ความหลง” กับ “ความอยากได้”  

 

นิยามของความรักคืออะไรไม่รู้  ผมอยากจะเชื่อว่าความรักที่แท้จริงคือการให้ (ในหลายๆรูปแบบ) เราอาจจะยอมลำบาก ยอมเสียสละอะไรสักอย่างเพื่อคนอื่นๆหรือเพื่ออะไรก็แล้วแต่  

 

ถ้ารักกันจริง ผมว่าต้องพิสูจน์กันตอนที่ีชีวิตลำบากนั่นแหละ (ถ้าวันนึงเราหันไปเช็ดก้นตัวเองไม่ได้ แล้วคนที่บอกว่ารักเรา มาเช็ดให้อ่ะ นั่นผมถือว่า รักเราจริงๆ)

 

 

ผมคิดว่า ถ้าคุณถามคนคูู่่นึงที่บอกว่า “เรารักกันมาก” เนี่ย  เค้าจะตอบว่าเค้ารักกันเพราะอะไร ทำไมถึงรัก บางคนอาจบอกว่าความรักจะเอาเหตุผลมาอธิบายไม่ได้ แต่ก็ต้องมีบางสิ่่งที่ทำให้เรารู้สึกว่าเรารักคนๆหนึ่งอยู่

 

ผมคิดว่ามันคือ “ความหลง” ครับ

 

บางคนบอกว่า ผมรักคุณเพราะ “คุณคือคนดี “, “เพราะคุณจิตใจดี”, “เพราะคุณทำให้ชั้นหัวเราะ” , “เพราะคุณน่ารัก”, “เพราะคุณยิ้มสวย”, “เพราะคุณร้องเพลงเก่ง”, “เพราะคุณดีดเปียนโนได้”, “”เพราะคุณหน้าผากโหนก”, “เพราะคุณจมูกโด่งเป็นสัน”, “ เพราะมึงรวย”, “เพราะมึงมีรถขับ”  หรือเพราะอะไรต่อมิอะไรก็แล้วแต่ ที่ทำให้เราเกิด positive impression ขึ้นมา จนเรา ”หลงใหล” ไปกับมัน

 

ถ้ามองจริงๆ ณ เวลานั้น ไม่มีอะไรรับประกันว่า เค้าจะดี จะยิ้ม จะน่ารัก จะรวย จะ ฯลฯ  ไปตลอด แล้วสิ่งที่เราเห็นนั้น เราก็มิอาจจะรู้ได้ว่ามันแอ๊บ หรือแกล้งทำให้เราเห็นว่ามันมี quality เป็นแบบนั้นหรือเปล่า  ดังนั้น สิ่งที่ทำให้เราชอบใครสักคน จึงบังเกิดบนบรรทัดฐานที่ว่าเราไม่ได้รู้แจ้งเห็นจริง มันเป็นแค่สิ่งภายนอกเท่านั้นเอง ที่ทำให้เราหลงเชื่อไปแล้ว

 

มนุษย์เรามี basic needs อยู่อีกหลายอย่าง อย่างนึงคือ การยอมรับ หรืออยากให้คนยอมรับเรานั่นเอง และการอยากมีอยากได้มาเป็นของตน 

 

 

พอคนเรา “หลง” เป็นแฟนกันแล้ว  ก็เกิดการ ”อยากได้” มาเป็นของๆเรา (คนเดียว) ผมว่าคงไม่มีใครยกเมียของตัวเองให้ไปนอนกับเพื่อนแล้วแบ่งปันกันใช้เมียไปทำกับข้าว ทำงานบ้าน  แล้วคงไม่มีใครซื้อบ้านแล้วเอาไปให้ขอทานอยู่ฟรีๆ

 

พูดถึงเรื่อง ”การอยากได้อยากมี “ แล้วนึกถึงเรื่อง ”ผลประโยชน์ต่างตอบแทน” 

 

ผมมองว่าใครที่คบกันได้นานๆ แต่งงานกันแล้วหลายสิบปีไม่เลิกกัน นั่นเป็นเพราะว่าเค้าต่างคนต่างมีผลประโยชน์ซึ่งกันและกันอยู่นั่นเอง  

 

ในชีวิตเราถึงได้เห็น ผัวที่เมาหัวราน้ำทุกวัน กลับบ้านไปเห็นเมียเป็นลูกตระกร้อ ทั้งเตะ ทั้งเข่า ทั้งโหม่ง แต่เมียก็ไม่ยอมหนีไปไหนซักที  อาจจะเป็นเพราะว่าเมียกลัวไม่มีคนเลี้ยง  ติดใจในรสเซ็กส์  กลัวหาคนใหม่ไม่ได้ กลัวการอยู่คนเดียว จึงเลือกที่จะทนเจอตีนต่อไปดีกว่า  ซึ่งถ้าพูดไปแล้ว การที่สามีเห็นเราไม่มีค่า ไม่ให้ความสำคัญแบบนี้ ทำร้ายเราขนาดนี้ เราไม่ควรจะทนต่อไปด้วยซ้ำ  เจ็บตัวไม่เท่าไร เจ็บใจนี่สิ ทนได้ไง แล้วทนทำไม (หากไม่มีผลประโยชน์)

 

ผมคิดว่าไอเดียอันนี้ใช้ได้แม้แต่ในเรื่องธุรกิจ  ธุรกิจสมัยนี้ หาได้ซึ่งความไว้วางใจไม่  การทำธุรกิจยุคนี้อย่าไปคาดหวังว่าจะใสซื่อบริสุทธิ์  ธุรกิจจะไปได้ด้วยดี มันขึ้นอยู่กับการเจรจรต่อรอง กับผลพลอยได้ “เท่านั้น”  ตราบใดที่ต่างคนต่างมีผลประโยชน์ซึ่งกันและกัน ธุรกิจมันก็ run ไปได้ 

 

ตราบใดที่ลูกหนี้จ่ายเงินตรงตามกำหนด เจ้าหนี้ก็ยัง supply ของให้ฉันท์นั้น  

 

และตราบใดที่บัตรเครดิตแพลทตินั่มยังให้แต้มคูณสอง ยังไม่เก็บค่าธรรมเนียมรายปี (2,500 - 5,000 บาท)  คนก็ยังจะใช้บัตรตะบี้ตะบันรูดปี๊ดๆอยู่อย่างนั้นแหละ 

 

เพราะต่างคนต่างมีต่างได้ผลประโยชน์ทั้งคู่ไงครับ ลูกค้าได้แต้มสะสม ได้ใช้สินค้าโดยยังไม่ต้องจ่ายเงินสด ส่วนร้านค้าก็ได้เงินทันทีโอนเช้าบัญชี ไมต้องวุ่นวายนับเงินทอนเงิน  ส่วนบริษัทวีซ่า/มาสเตอร์การ์ดได้ส่วนแบ่งเปอร์เซ็นต์จากยอดขาย เรียกได้ว่า win-win-win เลยนะเนี่ย

<