A Good Cry

posted on 17 Jan 2008 12:00 by tarlomak  in personal

 *** ปิดรับสมัคร มีทติ้งไปทาคูมิ วันที่ 27 ม.ค. แล้วจ้า เนื่องจากห้องเต็ม บรรจุ "หมู" ได้แค่ 11 ตัว มากกว่านี้ไม่ได้แล้ว ***

 

ครบ 15 วันพอดีครับ ได้ฤกษ์งามยามดีอัพซะที 

 

ขึ้นหัวเอ็นทรี่แบบนี้ บองเต่าต้องว่าผมแน่ๆ “อาร๊ายยย ข้ามปีแล้วมึงยังจะเศร้า ร้องไห้หาพระแสงอะไรอี๊กกก” 

 

บองเต่ามันเป็น yuppie ไทยของแท้ครับ เจ้าของ concept “กิน ขี้ และปี้ก่อนนอน” มันเคยมาเม้นท์ว่าบล๊อคผมเป็น “ศาลาคนโศก”ครับ  (จริงเหรอเนี่ย ไม่รู้ตัวเลยนะ หุหุ แต่กรูก็จะเขียนอีกมีอะไรมะ )

 

 

ผมเคยเขียนถึงเรื่องเกี่ยวกับการร้องไห้มา 2 รอบแล้ว รอบนึงแล้ว ชื่อ “น้ำตาลูกผู้ชาย”  อีกอันคือ “I do tears” ดังเปรี้ยงปร้างเป็นพลุแตกทีเดียว มีคนมาเม้นทข้อคิดเห็นดีๆมากมาย ก่อให้เกิดสิ่งดีๆในใจตามมาอีกเพียบ

 

 

บ้านผม ปีนี้เกิดการร้องไห้กันแบบหมู่คณะเลยครับ ไม่ใช่ว่าเพราะพลังประชาชนได้เก้าอี้เยอะนะครับ คือมันเป็น a good cry น่ะครับ ไม่ได้เกิดจากเรื่องเศร้าๆ แต่เกิดจากความรัก ความห่วงใย ความรู้สึกที่เก็บกดซ่อนทับเอาไว้ ของคนในครอบครัวครับ ถือเป็นการร้องไห้ที่ก่อให้เกิดประโยชน์ ไม่เหมือนตอนแฟนทิ้งครับ ร้องไปเค้าก็ไม่กลับมา (เพราะไม่ไปร้องให้แฟนได้ยิน)

 

 

ทุกปีครับ ช่วงวันหยุดปีใหม่ ครอบครัวอื่นๆเค้าจะไปเที่ยวกัน แต่บ้านผมไม่ ทุกๆสิ้นปีทุกคนในบ้านจะต้องช่วยกันเช็คสต๊อกสินค้า  ทำการสังคยนาบ้าน และที่สำคัญมีประชุมใหญ่ของครอบครัว

 

 

สืบเนื่องมาจากช่วงปลายปีที่แล้วผมทำการอุกอาจ จ้างพนักงานเงินเดือนสูงมาก(ในความคิดของพ่อผม) เพื่อมาบริหารงานให้มันเป็นระบบครับ โดยพ่อผมไม่ได้รู้เรื่องอะไรเลย จ้างมาทำอะไรก็ไม่ทราบ ที่สำคัญพ่อไม่ยินยอมเพราะผมทำข้ามหน้าข้ามตา

 

บ้านผมทำงานแบบกงสีครับ (เหมือนกันกับของพ่อน้องเบลล์ Old Mustang) ผมเคยบ่นๆไว้ในหลายเอ็นทรี่ก่อนหน้านี้แล้ว  กงสีคือระบบที่การตัดสินใจทุกอย่างของบริษัท ต้องผ่านความเห็นชอบของผู้นำสูงสุดเท่านั้น การตัดสินใจของผู้นำถือเป็นอันสูงสุด เด็ดขาด ถูกต้อง ทุกคนต้องก้มหัวเคารพและทำตามเท่านั้น 

 

ต่อให้มีพนักงานที่เก่ง ขยัน ฉลาดปราดเปรื่องเยี่ยงเทพเจ้าแล้ว เสนองานหรือความคิดอะไรดีๆมีประโยชน์แล้วไซร์ หากคุณพ่อไม่เห็นด้วย ก็จบกัน หน้ำซ้ำยังเจอตอกกลับว่า 

 

“ไอ้บื้อ” 

“กรูประสบการณ์มากกว่ามึงหลายสิบปีนัก กรูรู้ว่าอะไรดีไม่่ดี”

 

พ่อผมเป็นคนเก่งมากๆ ใจดีมากๆ ใช้เหตุผลมากๆ แต่หลังจากเจอโกงโดยหุ้นส่วนธุรกิจแบบมโหฬารเมื่อสิบกว่าปีก่อน จนตัวเองต้องเข้าไปอยู่ในตาราง เสียทั้งบ้านและที่ดินที่ไว้ซุกหัวนอน เสียเงินอีกมหาศาล  ทำให้กลับกลายเป็นคนเอาแต่ใจ โมโหร้าย พูดจาหยาบคาย(กับลูก กับเมียเป็นบางครั้ง) ไม่ใช้เหตุผล ดูถูกผู้อื่น  มองอะไรแคบๆ  (แต่ก็ยังใจดีมากๆอยู่นะครับ)  เรียกได้ว่า คุณสมบัติการเป็นผู้นำหายไปจนจะหมดแล้วครับ ตัดสินใจอะไรไม่ได้เลย กล้าๆกลัวๆ ทำอะไรก็ไม่ชัดเจน 

 

ผมว่าคนเราทุกคนมีอีโก้ มีความทะนง มี pride  มี dignity มี integrity ซึ่งจริงๆแล้วเป็นสิ่งที่เราไปให้ value กับมันเพื่อทำให้เราคิดว่าตัวเราประเสริฐ ดูมีคุณค่า ไม่ต่ำต้อย ต่างจากสัตว์เดรัจฉาน  ซึ่งผมว่ามันไม่ใช่สิ่งที่สำคัญในชีวิตเลยครับ เมื่อเราตายไป โลกนี้ก็ยังอยู่เหมือนเดิม พระอาทิตย์ก็ยังขึ้นทางทิศตะวันออกเหมือนเดิม นกก็บินแต๊ดๆออกหากินเหมือนเดิม  ไอ้บองเต่าก็ยังสตอเบอรี่ ลัลล๊า เหมือนเดิม ปอนก็ยังคงกรี๊ดกร๊าดเหมือเดิม น้องเบลล์ก็ยังน่ารักเหมือนเดิม 

 

ไอ้พวกอีโก้เหล่านั้น มันเหมือนกำแพงที่เราสร้างขึ้นมา เหมือนอุปสรรคที่ทำให้เราใช้ชีวิตลำบากยิ่งขึ้น มองโลกในแง่ที่เข้าข้างตัวเองมากขึ้น จนสุดท้ายกลายเป็นว่าไม่ยอมรับความจริง ในสังคมเราถึงได้เห็น 

 

“คนที่จนไม่ลง” 

“คนที่แพ้ไม่เป็น” 

“คนที่ไม่ยอมรับความจริง” 

“คนที่ทนต่อการสูญเสียไม่ได้”

 

บริษัทของที่บ้านผมกำลังแย่อย่างหนัก ทั้งเรื่องเงิน คุณภาพ บุคลากร  มันไม่ใช่แค่ต้องการ “การปรับปรุงตัว” ครับ ผมว่ามันต้องการ “การพลิกตัว” เลยทีเดียวแหละ คู่แข่งเค้าล้ำหน้าไปไหนต่อไหนแล้ว เรายังอยู่เหมือนเดิม เหมือนเมื่อ 30 ปีก่อน ตอนที่พ่อผมสร้างมันขึ้นมาครับ

 

พ่อผมไม่ทำอะไรครับ ตอนนี้จนมุมอยู่ในกำแพงอีโก้ ตกหลุมพรางเกียรติยศศักดิ์ศรีที่ตัวเองขุดขึ้นมา ติดกับดักของความพ่ายแพ้ ทำให้บริษัทหยุดนิ่ง ไม่พัฒนา เลือกที่จะไม่เปลี่ยนแปลง เพราะกลัวว่ามันจะแย่ไปกว่านี้ แล้วตัวเองจะควบคุมอะไรไม่ได้

 

ผมนอนคิดมาตลอด 4 เดือนช่วงก่อนปีใหม่ ว่าจะพูดยังไงให้เค้าหลุดออกมาจากวังวนของการยึดติดแบบเก่าๆ พูดยังไงให้พ่อก้าวข้ามความคิดของเค้า เพราะเหตุผลใช้กับเค้าไม่ได้แล้ว

 

ขอบคุณพระเจ้า (จริงๆครับ) 

 

ผมมาปรึกษาเรื่องนี้กับคุณมนุษย์เพลง แล้วเค้าพูดออกมาท่อนนึงประมาณว่า “ตัวเค้าเองตอนนี้ ถ้าเค้าตาย เค้าไม่ห่วงอะไรเลย คือสมาชิกในครอบครัวเล็กๆของเค้า ทุกคนดูแลตัวเองได้ ทุกคนดำรงชีวิตต่อไปได้ ไม่ห่วงอะไรแล้ว”  แล้ววันนั้นก็ผ่านไป (อ้อ เค้าพูดอีกว่า “ถ้าผมเป็นคุณ ผมจะไล่พ่อคุณออก” ทำเสียงดุมากๆด้วย แต่ผมก็เห็นด้วยนะ หุหุ)

 

ผมนอนคิดถึงสิ่งที่เค้าพูดอยู่นานครับ แล้วก็ “ปิ๊ง” เหมือนอิคคิวซัง  ไอเดียบรรเจิด (ไม่ได้ปิ๊งเหมือนโฆษณา BSC นะครับ ที่เด็กผู้หญิงแปลงร่างเป็น ชุดกล่องเครื่องสำอางค์) 

 

วันที่ 1 ม.ค. 2551 ผมพาที่บ้านไปเลี้ยง “อาหารสิ้นคิด” ของไอ้เต่า แต่เป็นร้านประจำของที่บ้าน มันคือ MK GOLD ตรงเอกมัย (เป็น MK สาขาแรกๆในประเทศไทย เมื่อยี่สิบกว่าปีก่อน เป็นสาขาแบบ stand-alone ด้วยนะ)

 

ในขณะที่คนทั้งบ้านกำลังแทะเป็ดย่างกันอย่างเมามัน ผมก็พูดโพล่งๆออกมาเลยว่า

 

“ผมรู้ว่า วันนี้วันปีใหม่ วันมงคล เราควรพูดแต่สิ่งที่มงคล 

แต่วันนี้ขอพูดอะไรหน่อยนะ


ป๊า ม๊า เชื่อมั๊ย ว่าถ้าป๊าหรือม๊า หรือผม หรือพี่ตาย 

เราจะตายแบบตาไม่หลับด้วยนะ”

 

ทุกคนหยุดกึ๊ก อึ้ง นิ่ง เงียบ วุ้นเส้นจุกคาปาก หมูสไลด์ยังค้างอยู่ที่ปลายตะเกียบ กุ้งกำลังคาอยู่บนช้อน ทุกคนมองหน้าผมแบบตกใจ  

 

ตอนนั้นผมคิดว่า ถ้าใครเผลอ ทำมือไม้อ่อนแรงทำ กุ้ง หอย ปู ปลา หรือวุ้นเส้น หล่นลงบนโต๊ะแล้วำเป็นต้องทิ้งแม้แต่นิดเดียว ผมจะเอาตะเกียบ 2 แท่ง เสียบยัดรูจมูกมันเลยครับ  MK GOLD คือ MK ธรรมดาแต่ราคาอาหารทุกอย่างคุณสองเท่าครับ แพงเชี่ยๆ

 

 

ผมพูดต่อ (ประมาณนี้ครับ จำแน่ๆไม่ได้)

 

“ตอนนี้ บริษัทเราไม่มีระบบอะไรเลย 

ทำงานแบบกงสี ถ้า 1 ใน 4 คน ตาย มันจะพาลเจ๊งกันทั้งบริษัท

เพราะงานมันไม่ไหล เราดึงงานเข้าหาตัวทั้งหมด

แล้วเราก็เลือกที่จะไม่พัฒนาอะไรเลย

ทุกคนเหนือย เกือบตาย สุดท้ายบริษัทขาดทุนอีก

แล้วเราจะทนให้ทุกอย่าง มันบัดซบ เหี้ยๆ ห่วยๆแบบนี้ต่อไปเหรอ


อย่าลืมนะ ว่าเรามีอาม่า ซึ่งปัญหาเยอะมาก แล้วใช้เงินตกปีละ 2 ล้าน

มีลูกสาวที่เป็นปัญญาอ่อน ซึ่งเราต้องดูแลจนกว่ามันจะตาย


ฯลฯ บลาๆ

 

คือตัวผมเองพูดเอง แล้วก็ตาซึมๆครับ ไม่หยดแหมะๆนะ แล้วก็พล่ามอะไรต่ออะไรอีกยาวมากๆ 

 

 

สักแป๊บ พ่อ แม่ พี่ น้ำตาซึมกันหมด ทำให้สาหร่ายทรงเครื่องเริ่มขมไม่อร่อยไปด้วย โฮะๆๆ

 

จริงๆแล้วบ้านผมเป็นแบบ Addam’s Family (อันนี้เคยมีคนบอกให้ผมฟังด้วยนะ ซึ่งก็เป็นความจริง ) คือทุกคนประหลาด ไม่ปกติเหมือนสามัญชนพสกนิกรทั่วไป ที่สำคัญไม่มีการหลั่งน้ำตาใดๆทั้งสิ้น

 

- พ่อเป็นเผด็จการนาซี เจ้าของคติ “WWW “ (ไม่ใช่ world wide web แต่เป็น work work work ถ้าคุณยังตื่นอยู่คือคุณต้องทำงานให้พ่อเห็น ไม่งั้นพ่อด่า ถึงแม้ตอนนั้นจะเป็นเวลา 23.45 น. แล้วก็ตาม) 

- แม่ ใจดีดังแม่ชีเทรีซ่า ถ้าไปไหนนอกบ้านแล้วมีคนมาขอเงิน เท่าไรแม่ก็ให้  เพราะใจอ่อน ถ้าคนมาขอแล้วไม่ได้ให้ แม่จะกลับมาเคียดแค้นตัวเองในภายหลัง จนเครียดมาก นอนไม่หลับเป็นวันๆ  

- พี่ชายทำตัวเหมือนดาราช่อง 3 หาเงินได้มากมายเท่าไร ก็ spend ออกไปพอๆกัน

- พี่สาวเป็นออทิซึ่มเล็กๆ พึ่งอะไรไม่ค่อยได้

- ส่วนลูกคนเล็กเสือกอยากเป็นตุ๊ดสส์ .... แว๊กส์

 

 

แต่ทุกคนก็รักกันมากครับ รักแบบไม่แสดงออก โอกาสที่จะเกิด “การกอด” กันเกิดขึ้นบ่อยพอๆกับการเกิดสุริยคราสครับ  เวลาใครเจอปัญหาอะไร จึงพยายามแก้ไขด้วยตนเอง ไม่บอกคนอื่น ไม่ให้คนอื่นเดือดร้อน พอปัญหาแก้ไม่ได้ พอกพูนขึ้นเยอะๆก็เก็บกด เครียด โมโหง่าย

 

ผมว่าสิ่งที่ผมพูด มันคงไประเบิดต่อมเก็บกดอะไรสักอย่าง จนน้ำตาซึมตามขอบตา แต่ไม่มีใครน้ำตาหยดซักแหมะ (จริงๆนะ) 

 

แต่

“มันได้ผลว่ะครับ”

 

เปิดบริษัทมาวันแรก พ่อยอมดูแผนงานที่ พนักงานใหม่เค้าคิดขึ้นมา แผนงานที่จะทำให้บริษัทมีระบบ มีแผนก มี job description ชัดเจน ซึ่งเราไม่เคยมีมาก่อน พ่อเองก็ไม่เคยยอมรับความคิดเห็นจากคนอื่นมาก่อน

 

แต่ก็ยังไม่อนุมัติซะทั้งหมดนะครับ มีแทงกั๊ก มีทิ้งลวดลาย ทิ้งฟอร์ม มีการติด่า แถมไม่มีชมด้วย

 

anyway  

ผมถือว่าเป็นนิมิตหมายอันดีสำหรับปี 2551/2008 ครับ  ตือมันมี sign ของการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ นั่นก็คือ “การเปลี่ยนแปลงมุมมอง / ความคิด” ไม่เสียแรงที่ shed my tears at MK Gold 6666

 

จบแระ

 

สาระที่ท่านจะได้จากการอ่านเอ็นทรี่นี้

1.MK Gold แพงโคตรๆ ไปกินทำไม อาหารสิ้นคิด(ไอ้เต่าบอกครับ ผมไม่ได้พูด)

2.คนเราถ้าไม่ใช้เหตุผลเมื่อไร หรือไม่ยอมรับความจริง ชีวิตมันจะบัดซบเมื่อนั้นครับ

3.การยอมรับความจริงมันเจ็บปวด เช่น กรูเป็นตุ๊ด  กรูอ๊วนอ้วนหน้าบานเท่ากาละมัง กรูตัวเตี้ยเท่าตุ่ม กรูไม่หล่อ กรูเรียนไม่เก่ง เจอแฟนทิ้ง ขับรถเกียร์กระปุกก็ไม่ได้ฯลฯ  (แต่ก็ต้องทำให้ได้ในที่สุด)

4.ไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดๆบนโลก ที่ไม่มีการสูญเสีย ไม่ว่าจะ เหตุการณ์ 14 ต.ค., พฤษภาทมิฬ, ปฏิวัติครั้งล่าสุด ฯลฯ 

5.อย่ากลัวกับการทำอะไรให้มันถูกต้อง ยึดหลักพุทธศาสนาเข้าไว้ครับ ทุกอย่างบนโลกมีเหตุและผล มีที่มาที่ไป ไม่ใช่ใครเสกให้อะไรลอยลงมาจากฟ้าซะเมื่อไร

6.ไอ้เต่ามันสตรอเบอรี่ ลัลล๊ามากๆ เจ้าของ concept “กิน ขี้ และปี้ก่อนนอน” 

7. กงสีคือระบบงานที่มีผู้ปกครองสูงสุดเป็นประมุข บริษัทที่ใช้ระบบนี้บริหาร กำลังจะค่อยๆตายลงไปอย่างช้าๆ  

8. ระบบธุรกิจที่ดีคือมันต้อง run ไปได้ด้วยตัวของมันเอง ไม่ว่าพนักงานจะป่วย เจ็บ หรือตาย งานหรือการตัดสินใจต้องไม่ผูกขาดอยู่ที่ใครคนใดคนนึงเหมือนระบบกงสี

 

 

ปล. 

ขอขอบพระคุณคนเหล่านี้ 

- คุณกะจิ๋วหลิว ที่โทรมาให้พรปีใหม่ ตั้งแต่คืนวันที่ 31 ธ.ค. 50 ถึงแม้ฟ้าดินจะไม่เป็นใจทำให้สัญญาณขาดๆหายๆ คุยไม่มันส์ ไม่ต่อเนื่อง

- คุณพ่อน้องเบลล์ ที่ส่ง SMS มาอวยพร ตอน 8 โมงตรง ของเช้าวันทำงานวันแรกของปี 2551 ซึ่งสิ่งที่อวยพร เป็นจริงสมหวังทุกประการเลยครับ ลูกค้าเยอะมากๆตั้งแต่ต้นปี จนถึงวันนี้

- คุณมนุษย์เพลง สำหรับคำปรึกษาเรื่องงาน และการสนับสนุนให้ผมไล่พ่อออกจากงาน

- แพนด้าจากญี่ปุ่น สำหรับแบนเนอร์ใหม่ แล้วก็ character "มนุษย์กล่อง" รุ่น 2.0.1

 

(ทุกคนควรกด F5 เพื่อดูแบนเนอร์ใหม่ครับ 555)

 

- ขอบคุณทุกคนนั่นแหละครับที่อยู่เป็นเพื่อนผมใน exteen

 

อ้อ ปี 2551 นี้ตั้งใจจะเปลี่ยนแนวการเขียนบล๊อคครับ จะเอาประสบการณ์ + ความคิด ที่ผ่านการย่อย และขับถ่ายออกมาจากสมองแล้ว มาเขียนให้เยอะๆ จะไม่บ่น บ้าๆบอๆ บวมๆแล้ว  แต่ยังต้องยึด concept เดิมคือ "ความรู้ คู่ความฮา" เพราะไม่ได้ต้องการจะทำการรวมเล่มตีพิมพ์แต่อย่างใด ทำไปก็ไม่มีใครซื้อครับ 555

 

 

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

ขออภัย หายไป แสนนาน

นานจนคิดว่า โลกแก่งนี้ไม่มีใครคิดถึง กันแล้วว

ยินดีด้วยนะครับ...

MK Gold ท่าจะำแพง จริงๆ ด้วย เชียงใหม่จะมีทะลึ่งเปิดมาไหม

แล้วมันมีอะไรเด็ดบ้างครับ พี่อิอิ



ขอพระอวยพรครับ...

#51 By T o' M @ ZZ u ครับ on 2008-01-29 22:41

ว้ายยยย..อู้อัพบล็อกไม่อายคนอื่นบ้างหรือไงเนี่ยะ..อี๊ๆๆๆๆ หน้าไม่อายยย คนอื่นเค้ารออ่านกันทั่วบ้านทั่วเมืองไม่รู้สึกรู้สาอะไรเลยหรอ หน้าหนาจริงๆ เลย อี๊ๆๆๆ

#52 By ปอนปอน on 2008-02-02 21:07

แวะมาสวัสดีพี่มนุษย์กล่องค๊าบบบ

#53 By เด็กจิตตก on 2008-02-04 08:49

ฮ่า ๆ เอ็มเคโกลด์ แพงจริง ๆ แหละ
เอ่อ ว่าง ๆ ต้องชวนพ่อไปกินบ้างล่ะ question