กระดาษ 1 แผ่น
posted on 20 Dec 2007 01:41 by tarlomak in personal
เมื่อสักประมาณหนึ่งทศวรรษเศษๆที่แล้ว พ่อผมเคยถามผมว่า
“มึงจะทำยังไงให้กระดาษ 1 แผ่นมีค่ามากที่สุด”
ผมตอบไปประมาณว่า
“วาดรูปแล้วระบายสีให้สวยๆแล้วเอาไปขายครับ”
แต่พ่อตอบมาว่า
“ก็ได้นะ แล้วมึงนึกว่าคนเค้าจะซื้อเหรอ”
“แล้วมึงต้องวาดกี่รูป ต้องใช้เวลาเท่าไร ถึงจะขายรูปพอได้เงินดูแลคนทั้งครอบครัว”
แล้วพ่อก็พ่นอะไรต่อมิอะไรไม่รู้ ฟู่ๆ เต็มไปหมด แต่ก็สรุปว่า
“มึงต้องคิด business model ธุรกิจที่มึงคิดจะทำ วางแผนแล้วเขียนลงบนกระดาษต่างหาก”
ตอนนั้น เอ๋อไปอุบล (เจอมุขนี้เป็นไง) แถมคิดในใจว่าพ่อผมบ้าหรือเปล่าวะ ให้เด็ก(เจี๊ยวไม่เด็ก)แบบผมมาคิดแผนธุรกิจอะไรน่ะ
business model คือะไร
ตอบคร่าวๆ มันคือแผนการที่กำหนดว่าแหล่งรายได้ของธุรกิจคุณมาจากที่ใดบ้าง และอย่างไร
ผมคิดว่าทุกคนรู้จัก amazon.com เว็บนี้เคยเกือบจะเจ๊งไม่เป็นท่าในปี 1999-2000 เพราะไม่มีเงินสดอยู่ในมือ ซึ่งสาเหตุมาจากการวาง business model ผิดพลาด (ไปหน่อยนึง)
ใครที่ไปมีทติ้งกับผมและกับคุณ Old Mustang (บุคคลที่แม๊นแมน เป็นสุภาพบุรุษและเป็นคุณพ่อที่น่ารักที่สุด เท่าที่ผมเคยเห็นตั้งแต่เกิดมา) จะรู้ว่าผมมีธุรกิจส่วนตัวครับ มีตั้ง 2 บริษัทแน่ะ บริษัทละ 1 product เป็นพวกของกินทั้งคู่ครับ
บริษัทแรก ก่อตัวขึ้นเดือนตุลาคม 4 ปีที่แล้ว ผมลงทุนเองล้วนๆ (มาขายหุ้นบางส่วนในตอนหลัง) แต่ก็ต้องยังคงต้องพึ่งใบบุญเส้นสายจากผู้ใหญ่อยู่บ้าง เพราะถือว่าผม virgin มากๆ ไม่รู้เชี่ยอะไรเลยครับ แต่ไฟแรงฟิ้วๆ เดินผ่านร้านหนังสือไม่ได้ กระดาษไหม้ทันที หุหุ
ตอนตัดสินใจจะทำ ผมก็เขียน business model นี่แหละลงบนกระดาษ ไม่ใช้คอมพิวเตอร์ครับ (มันไม่มันส์) แผนที่วางไว้คือ นำเข้าอุปกรณ์+วัตถุดิบการทำขนมมาจากต่างประเทศ แล้วมาขายเป็นแฟรนไชส์ โดยที่ ขายเครื่องตู้มเดียวไปเลย ไม่มีค่าธรรมเนียมรายปี แต่ลูกค้าจะต้องซื้อของจากผมเท่านั้น
ตอนนั้นคาดหวังว่า ถ้าขายเครื่องผลิตได้มาก ลูกค้าก็จะซื้อวัตถุดิบจากเรามาก โดยที่กำไรจริงๆแล้วจะอยู่ที่ตัววัตถุดิบนี่แหละ ส่วนเครื่องผลิตผมเอากำไรไม่เยอะครับ แค่ 100% เอง
บริษัทที่สอง ก่อตัวหลังจากบริษัทแรก 2 ปีพอดี ครั้งนี้ผมถือหุ้น 40 อีกฝ่าย 60 เพราะต้องใช้เงินเยอะมาก สินค้ายังคงเป็นของกินอยู่ดีครับ แต่บริษัทนี้ผมเป็นคนซื้อแฟรนไชส์มาจากญี่ปุ่นครับ แล้วขอเป็น master franchise อีกที ซึ่งแค่นี้ก็ใช้เงินหลายล้านแล้ว คือถ้าคนอื่นๆอยากทำบ้าง ญี่ปุ่นจะไม่ขายลิขสิทธิ์ให้ ต้องมาผ่านที่ผมครับ (ใครสงสัยว่ามันคืออะไร ไปดูได้ที่พารากอน แถวๆร้านหนังสือนายอินทร์ ชั้นเดียวกับซุปเปอร์มาร์เก็ต)
บริษัทนี้ผมแทบไม่ได้บริหารอะไรเลย เพราะทุกย่างมันเป็นไปตามระบบ มีแค่ตอนเริ่มบริษัทที่ผมเข้าไปช่วย เพราะขั้นตอนต่างๆวุ่นวาย มากๆ เริ่มตั้งแต่จดทะเบียนบริษัทกันทีเดียว
anyway...
มาจนถึงวันนี้ ธุรกิจของบริษัทแรก เริ่มไม่สดใสดังแผนเสียแล้วครับ คือเครื่องขายได้น้อย (กรี๊ด) ทำให้วัตถุดิบขายไม่ได้ตามไปด้วย ส่งผลให้ผมต้องเปลี่ยน business model ใหม่ทันที โดยการรับจ้างเอาขนมของผมออกงานต่างๆ เช่นงานเลี้ยงบริษัท งานแต่งงาน ฯลฯ โดยต้องหาลูกค้าที่จะมาจ้างเราด้วย ถ้าไม่มีคนจ้าง เราก็จะไปเช่าที่ตามงานรื่นเริงต่างๆ ตามโรงเรียน ตามพิพิธภัณฑ์ หรือหน่วยงานราชการเพื่อขายขนมครับ
พอเปลี่ยนแผนแล้วถึงได้รู้ว่า เออ.. ขายของกินสนุกมาก เพราะได้เจอคนทุกเพศ ทุกวัย เวลาได้เห็นเค้ากินขนมของเราแล้วอร่อย ผมจะดีใจมาก แต่ใครมาว่าขนมของผมแพง ผมจะด่าแม่มันในใจครับ เช่น อี flower ขนมของกรูเป็นของนอกนะ จะมาขายราคาแบบเอแคลร์ลูกละบาทได้ไง อี suburb อี rural อี.... )
ช่วงที่ผมหายๆไปนี่ไม่ใช่อะไรครับ ผมต้องสรุปผลประกอบการ ทั้งสองบริษัทให้แก่ผู้ถือหุ้นดูครับ โดยจะประชุมกันช่วงวันปีใหม่นี่แหละ เวลาตอนกลางคืนที่ว่างหลังสี่ทุ่มก็จะมาทำไอ้นี่หมด เลยไม่เขียนบล๊อค
from then ‘til now
ผมเองก็ไม่อยากเชื่อเหมือนกัน แต่หลังจากสรุปตัวเลขตั้งแต่เริ่มกิจการของบริษัทแรก ผมมี revenue ตั้ง 6 ล้านกว่าบาทแน่ะ (แต่รายจ่ายก็พอๆกัน กรี๊ด เศร้า)
ผมมาคิดดู ผมว่ามันแปลกดี ถึงบริษัทตอนนี้กำลังร่อแร่ ไม่รอดๆ แต่ผมก็ภูมิใจเล็กๆว่าคนตัวเล็กๆแบบผม สร้าง GDP ให้ประเทศไทยได้มากมายแน่ะ ผมสามารถสร้างงาน ทำเงิน แล้วมีปัญญาจ้างคนให้เค้ามีเงินเดือนได้ด้วย (ช่วงที่ธุรกิจผมบูมสุดขีด ผมมีพนักงานประจำถึง 18 คนแน่ะครับ) ผมสร้างสิ่งทั้งหมดเหล่านี้จากกระดาษแค่ 1 ใบ จริงๆ
ส่วนบริษัทที่สองของผม ขอไม่พูดถึงยอดขายนะครับ หุหุ
my point is ...
1. ทุกสิ่งทุกอย่างบนโลกเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ดังนั้นแผนที่เราวางไว้มันจึงต้องเปลี่ยนตามไปด้วย ขอยกคำพูดของคุณพ่อน้องเบลล์ old mustang ครับ คุณพ่อพูดว่า
“โลกนี้มีสัจธรรมของมันมานานแล้วว่า สิ่งใดก็ตามที่อ่อนแอหรือว่าปรับตัวให้เข้ากับสภาวะแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไปไม่ได้ สิ่งเหล่านั้นย่อมที่จะสูญสลายไปจากวงจร โดยไม่เกี่ยวกับคำว่าดีเลวถูกหรือผิด ขยันหรือขี้เกียจ ซื่อตรงหรือว่าโกงที่คนเราเป็นผู้นิยามออกมาหรอก”
ผมช๊อบชอบคุณ old mustang ครับ ผมชอบมุมมองกับการใช้เหตุผลของเค้า (ข้อความข้างบนเป็นคอมเม้นท์ของคุณพ่อที่ไปตอบจากเว็บคุณมนุษย์เพลงครับ)
2. อะไรที่เรา คิกว่าเราทำไม่ได้ ลองดูครับ เราอาจจะทำได้ก็ได้ กลับกัน สิ่งที่เราคิดว่าเราทำได้สบายๆแต่กลับทำไม่ได้ เช่นการสารภาพรัก การเปิดเผยตัวตนที่แท้จริงให้คนอื่นรู้ ... กรี๊ดไม่เกี่ยว
3. การสร้างงานจากกระดาษ หรืออากาศเป็นเรื่องที่ยากลำบากและวุ่นวายมากๆ การจดทะเบียนบริษัท คุณต้องจ้างทนายความทำหนังสือบริคณห์สนธิ ต้องหากรรมการ 7 คน ต้องยื่นเอกสารมากมายที่กระทรวงพาณิชย์ สรรพากร กรมทรัพย์สินทางปัญญา ในกรณีของผม ผมต้องติดต่อกระทรวงสาธารณสุข อ.ย. (อาหารและยา) ติดต่อ shipping และธนาคารเพื่อทำ L/C ผมต้องเช่าโกดังที่แหลมฉบังและสุวรรณภูมิ ฯลฯ เยอะมากๆ แต่ละขั้นตอนก็โคตรวุ่นวาย
4. ทุกการลงทุนมีความเสี่ยง โดยเฉพาะยุคเศรษฐกิจบัดซบในปัจจุบัน ถ้าไม่เสี้ยนจริงๆ ผมไม่เห็นด้วยหากใครที่คิดจะทำอะไร โดยที่สายป่านไม่ยาวพอ
5. ผมกำลังจะปิดบริษัท ที่ผมสร้างมากับมือครับ เหตุผลคือเหนื่อยมากๆ ถ้าโชคดีคือมีคนมาซื้อหุ้นทำต่อ อีกเหตุผลนึงคือ ชีวิตส่วนตัวของผมกำลังจะล่มสลายแบบพินาศสันตะโร หากผมไม่หยุดทำ เพราะเดิมแค่งานของที่บ้านผมก็แทบจะไม่มีเวลากินข้าวแล้วด้วยซ้ำ ผมไม่เสียใจเลยที่ปิดบริษัทที่ผมรักมาก แต่ผมจะเสียใจมาก หากผมทำแต่งานจนทำให้คนที่ผม ”รัก” หรือคนที่ “รัก” ผม รู้สึกเสียใจ น้อยใจ ผิดหวัง ซึ่งมันก็สายไปแล้ว (ผมพยายามอย่างมากแล้วที่จะ balance เรื่องต่างๆ แต่มันไม่เวิร์ค ไหนจะต้องดูแลอาม่าอีก กรี๊ดด )
6. เพื่อนผมคนนึงบอกผมว่า ไม่มีใครกำหนดตัวเรา “คนที่เป็นลูกจ้างได้ ก็สามารถเป็นนายจ้างได้ และคนที่เป็นนายจ้างก็สามารถกลับมาเป็นลูกจ้างได้” อย่าคิดยึดติด ชีวิตคนเราไม่แน่นอน
7. work hard แล้วต้อง work smart ด้วย
จบแระ
ขอบคุณป๊ะป๊า ที่สอนเรื่องธุรกิจการค้าตั้งแต่ตอนที่ผมหัวนมเริ่มแตกพาน
ขอขอบคุณคุณพ่อน้องเบลล์ old mustang ที่เป็นเพื่อนที่ดีที่สุดของผม คุณพ่อเหมือนหลุดออกมาจากการ์ตูนจริงๆครับ เมื่อวานคุณพ่อโทรมาหาผมแค่เพราะขับรถผ่านตลาดไท แล้วเห็นมีตึกให้เช่าหรือขายบนทำเลที่ดีมากๆ เหมาะกับธุรกิจของบ้านผม โดยอาสาจะขับรถพาผมไปดูให้อีก ต้องบอกว่าเกิดมาเพิ่งเคยเจอคนดีๆแบบนี้นี่แหละ
ขอบคุณเต่า ที่เอาภาพตอแหลจากฮ่องกงมาให้ผมดู ทำให้ผมต้องเริ่มพัฒนาสินค้าให้ได้อย่างเขาบ้างแล้ว เพราะไอ้บริษัทที่สองของผมก็เริ่มส่อกลิ่นตุตุ ถึงอายุยังน้อย แต่ผมเชื่อในความคิดเห็นและมุมมองของเต่าในเรื่องสินค้าที่เต่าถนัดว่ะ
ขอบคุณคุณตังเม ที่หลังไมค์เป็นห่วงผมอย่างสม่ำเสมอ
ขอบคุณ คุณกะจิ๋วหลิว ที่ห่วงใยทั้งหน้าไมค์ หลังไมค์ on the phone on mail น่ารักที่สุด
ขอบคุณแม่มายาด้วยครับ your blessings always transcend my prayer.
ขอโทษน้องปุก ที่ผมสัญญาว่าจะไปทัวร์บริโภคกัน นานมากๆแล้ว แต่ก็ไม่ได้ไปซะที
ขอโทษหลายๆคนเลยเด้อ ที่ไม่ว่างแม้แต่พิมพ์ url ของคุณเข้าไปอ่านบล๊อคครับ
ปล. แพนด้าน่ารักจะส่งโปสการ์ดมาให้เหยอ เปลี่ยนเป็นใส่ชุดวันเกิดเอาโบว์ผูกเจี๊ยวมาแทนก็ได้นะครับ
ปล2. ถึงปอน มะขามที่ซื้อมาให้หมดแล้ว ทีหลังซื้อมาให้เยอะๆหน่อย อย่างก
ปล.3 มีเพลงให้ฟัง นักร้องคือ Atari Kousuke เพลงชื่อ sorezore ni ผมชอบมากๆ เพลงนี้ออกแนว folk ญี่ปุ่นพื้นบ้าน ผสมเปียนโนเข้าไปด้วย แหล่มเลยๆ
เอ๊ะๆๆๆ คุณเจ้าชายน้อยหายไป 
บีซิเนสโมเดล ผมเรียนไปยังไม่เคยได้เอามาใช้ แต่ตอนนี้จะเอาไปใ้ช้่แล้วละคับ
แล้ว professional fee จะคิดยังไงครับ
ผมไร้สาระไปนิดนะครับ
#1 By Ocean's Saturday on 2007-12-20 02:18