บทเรียนชีวิต บทที่ 1

posted on 09 Jun 2007 00:21 by tarlomak  in personal

หลายวันนี้มีแต่คนอัพเอ็นทรี่เศร้าๆ มากมาย เริ่มจาก คุณเจ้าชายน้อย กับเรื่องราวชีวิตที่กดดันแสนสาหัสสุดๆตอนเรียน seize the day , คุณ ป้าหมู (mookujung) ซึ่งผมกับคุณหมูไม่รู้ใครจะแก่กว่ากันครับ กับเรื่อง ป้าป่วย และอีกหลายๆเอ็นทรี่ , คุณแกะดำกับ ผู้ไม่สังคมโลก/คนยืนข้างๆ , น้องฟ้า ภราดร ผู้จิตตก เป็นโรค นอย (Paranoid) กับ บทเรียน ป.โท , คุณอสุจิ น้องวัยเรียน เนื้อเด้ง กับ มาตรีโอสคาสับสน, คุณ blink beauty กับ ฉันดีใจที่มีเธอ (...???), คุณ tomazzu กับ ความ โหดร้ายที่ชื่อว่า คิดถึง และ เหตุการณ์รถชนสยดสยองมาก รถชน (สมน้ำหน้า 5555) เลยขอเขีนรเรื่องเศร้าๆบ้าง

ผมว่าทุกเรื่องที่ผ่านมาในชีวิต ไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่ดี หรือไม่ดี มันจะเป็นบทเรียน ทำให้เราเจนโลก ทำให้เราเข้มแข็ง บางคนที่เจอเรื่องร้ายๆที่เข้ามาในชีวิต กลับทำใจไม่ได้ จึงกลายเปลี่ยนเป็นคนละคน บางคนบ้าไปเลย บางคนกลายเป็นคนชั่วในบัดดล บางคนจดใจไว้พัฒนาตัวเองให้เก่งและแกร่งยิ่งๆขึ้นไป

ผมชอบการดูหนัง เพราะเราได้เห็นมุมมองของผู้กำกับ วิธีการทำให้คนดูเชื่อหรือเห็นคล้อยตามสิ่งที่เขานำเสนอ ซึ่งทุกสิ่งทุกอย่างในโลกมันมองได้หลายมุม

ผมชอบการอ่านหนังสือด้วย อย่างที่เคยเม้นท์เอาไว้ตามที่ต่างๆ โดยเฉพาะหนังสือที่เป็นอัตชีวประวัติ (คำนี้เขียนผิดแน่ๆ) เพราะผู้เขียนจะเล่าเรื่องในมุมมองแบบที่เขาเจอ และเขาจะบอกว่าเขาแก้ปัญหานั้นๆของเขาอย่างไร พอผมอ่านแล้วผมก็จะคิดตาม ว่าถ้าผมอยู่ในเหตุการณ์ของผู้เขียน ผมจะแก้ปัญหา หรือทำอย่างที่เขาทำหรือเปล่า

ในหนังเรื่อง Batman Begins มีช่วงนึงที่ผมชอบมาก Alfred ซึ่งเป็น butler ประจำตระกูล ถามพระเอกว่า

Why do we fall, sir?
So that we might better learn to pick ourselves up."

การที่คนเราทำอะไรผิดพลาด มีชีวิตล้มลุกคลุกคลานเหมือนหมาโดนรถของคุณ tomazzu ชน ขาหักขาเป๋ ไม่ได้หมายความว่าเราจะต้องตาย ไม่มีคนรักเราอีกแล้ว ชีวิตไร้ค่าในบัดดล แต่มันทำให้เราเรียนรู้ว่า เราสามารถยืนขึ้นมาตั้งตัวได้ใหม่อีกครั้ง เพื่อที่จะสู้ต่อไปต่างหาก

บทเรียนนึงของชีวิตที่ผมต้องการมาตีแผ่นี้ เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริงมาเกือบๆทศวรรษได้แล้วมั๊ง ซึ่งผมหวังว่า พี่ๆ น้องๆ เพื่อนๆ สาวๆ หนุ่มๆ ที่เข้ามาอ่านคงพอจะได้อะไรกลับไปบ้าง ไม่มากก็น้อย(วะ)

มีเอ็นทรี่นึงผมโม้ไว้ว่าเคยทำงานอยู่ฝ่ายขายของบริษัทแห่งหนึ่ง ซึ่งผมสามารถทำให้บริษัทมียอดขายเฉพาะจากผมคนเดียวเกือบ 2,400 ล้านบาท โดยสร้างให้บริษัทมีกำไรด้วยเป็นร้อยล้านต่อปีครับ (ไม่ได้โม้ โม้ โม้) ซึ่งดูเหมือนชีวิตประเสริฐ เลิศล้ำ ตอนนั้นผมมีเงินเดือนรวมค่าคอมฯ (คอมมิชชั่นครับ ไม่ใช่ คอมพิวเตอร์ หรือ คอมเพรสเซอร์) แล้วได้ประมาณเดือนนึงเกือบๆ 2 แสนบาท (ไม่ใช่ กีบ) โบนัสอีกเกือบล้านครับ ซึ่งต้องยอมรับว่าตัวเองตอนนั้นถือว่าถึงจุดสุดยอดในอาชีพ ในหน้าที่การงานแล้ว ทั้งๆที่อายุไม่เยอะ หน้าตาก็หล่อแต่ตอนนั้นอ้วน และหน้าอ่อนโคตรๆ

ท่านประธานเองก็ไว้ใจ ส่งผมไปงาน Exhibition ต่างๆ ทั่วโลกกับเจ้านายผมซึ่งเป็น Regional Manger อีกคนซึ่งเป็นคนอิตาลี คือคุมการขายในทวีป อเมริกา และ ยุโรปทั้งหมด

จากยอดขายที่เลิศล้ำทำให้บริษัท ได้รางวัลมากมายทั้งจากรัฐบาลและสมาคมอุตสาหกรรมไทยพ........ (อุบไว้หน่อย) งานสมาคมประจำปี ผมได้ถูกเชิญขึ้นไปบนเวทีรับรางวัลสุดยอดนักขาย โดยมีพนักงานเป็นร้อยๆคนจากบริษัทคู่แข่งที่อยู่ในวงการเดียวกัน ตบมือ ทั้งๆที่พวกนั้นก็เป็นหัวกะทีฝีมือดีๆกันทั้งนั้น โดยผมมีอายุน้อยที่สุดในที่นั้น

ต่อมาวันหนึ่ง ลูกค้าประจำรายเดิมที่ New York ซึ่งสั่งของจากเราเป็นประจำ spec สินค้าก็เหมือนเดิมทุกอย่างเหมือนที่เคยสั่งกับเรามานาน เกิด reject ปฏิเสธรับสินค้า โดยให้เหตุผลว่าทำผิดสเปค ผมก็ไล่เช็คเอกสารตั้งแต่ L/C (Letter of Credit) ใบสั่งซื้อของลูกค้า แฟกซ์ทุกใบ อีเมล์ทุกฉบับ รายงาน raw material ของโรงงาน รายงานการผลิต สัดส่วนทางเคมีทุกอย่าง ทุกอย่างถูกต้องครับ แต่ทำไมมันบอกของเราผิดสเปค

ไม่นานนัก เหตุการณ์เดียวกันเกิดกับลูกค้าในยุโรป ทั้ง เยอรมัน และอิตาลี ทำให้บริษัทมีสินค้าที่ส่งทางเรือไปแล้วไปค้างอยู่ใน warehouse ต่างประเทศมูลค่าเกือบ 800 ล้านบาท โดยทั้งนี้เรียกเก็บเงินตาม L/C ไม่ได้ แม้แต่บาทเดียว

ใครอยู่ในวงการอุตสาหกรรมจะรู้ว่า เหตุการณ์แบบนี้มีทางแก้อย่างเดียว คือต้องขายสินค้าที่ผิดสเปคเหล่านี้ให้แก่ agent เอเย่นต์ที่รับซื้อของที่อยู่ในประเทศนั้นๆที่เราส่งสินค้าไป โดยเอเย่นต์พวกนี้จะรับซื้อในราคาที่ต่ำกว่าที่เราตกลงไว้กับลูกค้าเราครึ่งต่อครึ่ง แล้วมันจะเอาไปขายต่อให้กับลูกค้าของมันต่ออีกที

การที่เราส่งของออกไปขายต่างประเทศแล้วเจอ reject แบบนี้การนำสินค้ากลับมาประเทศไทยเหมือนเดิมทางเรือ ถือเป็นเรื่องเสียสติ เพราะเท่ากับขาดทุน 100% ของขายก็ขายไม่ได้ เพราะเราทำตามสเปคของลูกค้าเฉพาะ และค่าใช้จ่ายทางขนส่งมหาศาล นรกมากๆ

เนื่องจากเป็นคนไม่ยอมแพ้ อะไรง่ายๆ บวกความสงสัยที่เรื่องราวมันผิดปกติเกินไป จึงเริ่มดำเนินการสืบสวนเอง เช็คประวัติว่า เอเย่นต์ที่มาซื้อของต่อจากเรานั้นคือใคร แล้วขายต่อให้ใคร แล้วมันมาติดต่อเราได้ยังไง รู้ได้ไงว่าของเราผิดสเปค ผมยอมลางานเป็นอาทิตย์ จ่ายตังค์ซื้อตั๋วเครื่องบินไปยุโรปเอง กะว่ายอมตาย พูดเยอรมัน กับ อิตาลี ก็ไม่ได้ ไปหาลูกค้าก่อน บุกที่โรงงานมันเลย

ผลออกมาคือ regional manger คนนี้เป็นหนอนบ่อนไส้นี่เอง ตัวมันเองถือหุ้นร่วมกับบริษัทลูกค้าในยุโรป และได้ทำการตกลงลับๆกับลูกค้าและเอเย่นต์ที่อเมริกาเอาไว้ ว่าให้ reject สินค้าที่ผมส่งไป แล้วให้เอเย่ต์ช้อนซื้อทั้งหมดในราคาถูกกว่า 50% โดยมันจะได้ส่วนแบ่งกำไร เท่าไรไม่รู้

พอผมทราบเรื่องกลับมาไทย เขียนจดหมายถึงท่านประธานทันที ท่านเป็นคนไทย ดูเหมือนจะเป็นคนดี แต่โง่ฉิบ อย่างที่บอกไว้ในเอ็นทรี่ก่อนว่า กลุ่มบริษัทที่ผมอยู่นั้น มียอดขายจากทั่วโลก จากบริษัทลูกทั้งหมดเป็นร้อยๆบริษัท เกือบ 2,000,000,000,000 (อ่านว่า สอง-ล้าน-ล้าน) บาท แล้วประธานคนนี้ก็แค่มานั่งเฉยๆที่บริษัทผม โดยเจ้าของกลุ่มบริษัทเป็นคนแต่งตั้งมา (งงมะ) ไอ้อิตาลี ที่เป็น Regional manger เนี่ยมันถูกดึงตัวมาจากประเทศมันนี่แหละ โดยท่านประธานนั่งแท่นคนนี้ครับ และกำหนดเงินเดือนให้ไอ้อิตาลีชั่วๆเดือนละ 2 ล้านบาท พร้อมคอนโดหรูตรงราชดำริ รถฟรี 1 คัน คนขับรถฟรี 1 คน เที่ยวทั่วโลกฟรีอีกต่างหาก

ด้วยเหตุนี้ท่านประธาน ซึ่งเสียหน้าไม่ได้ จึงปฏิเสธที่จะรับรู้เรื่องทั้งหมด ตัวท่านเองไม่สนใจอะไรอยู่แล้ว เพราะได้ตำแหน่งประธานมาเฉยๆ ไม่มีใครมาไล่ออก เพราะบริษัทใหญ่มากๆๆๆๆ จนไม่มีใครสนใจ และกลับกลายเป็นผมเป็นแพะ รับผิดคนเดียว ผมโดนกล่าวหาว่าทำงานพลาด และพยายามใส่ร้ายผู้บริหาร (ไอ้อิตาลี) ทำงานที่ก่อให้เกิดผลเสียต่อบริษัทอย่างใหญ่หลวง สุดท้ายเจอไล่ออก แต่ผมชิงลาออกก่อน (ในทางปฏิบัติ)
เท่านั้นยังไม่พอ ไอ้อิตาลีคนนี้ เอาชื่อผม โพสลงหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ ตัวใหญ่มากๆ ประมาณว่า

บุคคลคนนี้ ตามด้วยชื่อผม นาย .......... นามสกุล ............ ได้ถูกไล่ออกไปจากบริษัทแล้ว ทั้งนี้ความเสียหายที่เกิดขึ้นใดๆต่อบริษัทอื่นๆในประเทศ ทางบริษัทจะไม่รับผิดชอบใดๆทั้งสิ้น

ณ บัดนั้นผมกลายเป็นหมาหัวเน่าไปทันที ทางสมาคมอุตสาหกรรมพ..... (อุบอีกที) ขึ้นบัญชีหมาหัวดำเอาไว้ ว่าผมเป็นบุคคลอันตราย ผมไปสมัครงานในแวดวงอุตสาหกรรมนี้ไม่ได้เลย แม้แต่รายเดียว จริงๆมีผู้ใหญ่ในสมาคมรู้ว่าผมไม่ได้เป็นไอ้ขี้โกง แต่ท่านก็ช่วยอะไรไม่ได้ครับ ผมเก็บตัวอยู่กับบ้าน นั่งร้องไห้ในห้องคนเดียว ดูหนังโป๊ทุกวัน ฮุฮุ เสียใจเกือบบ้าที่เอาชื่อเสียงวงศ์ตระกูลมาทำลาย แถมโดนประจานในหน้าหนังสือพิมพ์อีก

นี่คือบทเรียนอันนึงที่ผมจะจำไปจนวันตาย ผมเริ่มเสีย faith กับเรื่อง การทำดี ย่อมได้ดี น้องๆที่กำลังเรียนอยู่ พึงจำไว้ให้ดี โลกนี้เต็มไปด้วยผู้ร้าย คนที่รักเราจริงมีแค่พ่อกับแม่ 2 คนเท่านั้น พี่น้องกันบางทียังอิจฉาเรา แกล้งเราเลย (เอ่อ พี่น้องที่บ้านผมรักกันดีครับ ถือว่าโชคดี) การทำดี ไม่ได้ดีเสมอไป แต่ถ้าน้องๆขยันทำดีต่อไป น้องจะได้ดีในที่สุด (เรื่องจริง)

ผมไม่ได้อยากทำให้น้องๆที่เรียนจบมาหมาดๆ หรือกำลังเรียนต่อ ป. โท ป. เอก เสียขวัญกำลังใจ เหตุการณ์แบบของผมไม่ได้เกิดกับทุกคนครับ ถ้าบุญน้องเยอะ น้องอาจจะไม่ได้เจอเหตุการณ์บัดซบแบบนี้เลยด้วยซ้ำ เรียนสูงๆไว้กำไรครับ มีโอกาสมากกว่า

แต่จำสัจธรรมไว้ข้อนึง ใบปริญญาของน้อง ประกาศนียบัตร โล่รางวัลต่างๆ ที่ได้รับมาตอนเรียน มันเป็นแค่วัตถุครับ ถ้าถามว่าวันนึงพ่อ แม่ พี่ น้อง ไม่อยู่แล้ว น้องไม่มีเงิน น้องเอาพวกใบปริญญา ใบประกาศเหล่านี้ ไปเร่ขายเดินตั้งแต่ต้นถนนสุขุทวิท จนถึงซอยลาซาล ก็ไม่มีใครซื้อครับ เพราะมันไม่มีค่า น้องๆเองอย่าไปให้ค่ามันเยอะ สิ่งที่มีค่าคือสมอง สติปัญญา ประสบการณ์ชีวิตต่างหาก

มีน้อง takoong เห็นเรียนวิศวะอยู่กำลังต่อโท อาชีพวิศวะก็เป็นอีกอาชียนึงที่กดดันมากๆ ถ้าน้องเข้าบริษัทใหญ่ๆจะเจอวิศวะรุ่นพี่ดูถูก และข่มว่าเด็กจบใหม่ ยังอ่อน ทำอะไรไม่เป็นชิ้นเป็นอัน ผมอยากให้น้องก้มหน้ารับคำไปเฉยๆ คนพวกนี้เก่งแต่ปาก มันมีแค่ประสบการณ์ที่เยอะกว่าเราเท่านั้นเอง มันจึงรู้มากกว่าเรา ว่าอะไรผิด อะไรถูก ไม่ใช่มันเก่งกว่า จำไว้ให้ดีครับ

หมายเหตุ
ผมไม่ได้เลิศเลออะไร ผมเป็นคนธรรมดาคนนึง เพียงแต่มาเล่าประสบการณ์ชีวิตให้ฟัง เผื่อมีประโยชน์ ไม่ได้ริอาจสั่งสอน ตั้งตนเป็นผู้รู้แต่อย่างใด หากใครเข้าใจผิดผมขอขมาด้วย

ขอให้พระเจ้าคุ้มครอง
(อันนี้ยืมมาจากเพื่อนบ้านในบล็อก ที่เป็นทหารเหล่าทัพต่างๆ ได้แก่ หนุ่มหล่อล่ำชุดดำ, Nonger, redeyes (ต้องมี S ครับ) พวกเขาจะลงท้ายไว้อย่างนี้เสมอในตอนท้ายทุกเอ็นทรี่ของพวกเขา เคยมีคนบอกให้ผมพูดแบบนี้ทุกวัน กับพ่อ แม่ พี่ น้อง แต่ไม่ได้ทำตาม ขอเริ่มทำ ณ บัดนี้ ที่นี่ครับ)

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

เป็นคนเอาเรื่องเหมือนนี่ แย่จังที่เจอเรื่องร้ายๆมา มันหนักมากนะทำเอาเรื่องที่เคยเจอมาขี้ปะติ๋วไปเลย
การถูกเอาชื่อประกาศลงหนังสือพิมพ์ ที่แน่คนอ่านเค้าไม่ได้รู้รายละเอียดอะไรก้อต้องปักใจอย่างครึ่งหนึ่งว่าจริงไปตามเรื่องราวที่เค้าได้เห็นและได้อ่าน
ปล.ไม่ได้แอนตี้พระเจ้านะ แต่ขอพูดว่าให้(คุณ)พระ(คุณเจ้า)คุ้มครองแทนนะ

#1 By ตุ้มเป๊ะ on 2007-06-09 00:32

สมัยเข้ามาทำงานในหน่วยใหม่ๆก็เจอปัญหาลองเชิงเหมือนกัน เพราะที่หน่วยนี่เป็นที่รวมของเสือสิงห์กระทิงแรดในกองทัพบกเลย มาแรกๆก็โดนพาวิ่ง โดนให้แบกของหนักๆเดินทางไกล มีการวัดใจตอนทำอะไรเสี่ยงๆ แต่เพราะไม่ยอมแพ้นี่แหละ เลยฝ่ามาได้

#2 By หนุ่มชุดดำ on 2007-06-09 01:27

ไม่มีคำบรรยายใด ๆ แต่เข้าใจแหละ
ภาพที่เห็นกับสิ่งที่เป็นมันมากกว่าสิ่งที่เห็นมากมาย หลาย ๆ เท่า หลาย ๆ หมื่นเท่า ล้านเท่า และเกินจะประเมินได้
ต่างคนก็เจอต่างรูปแบบ (แต่ของคุณมนุษย์ในกล่องเจอโหดสุด ๆ) อันความว่าสิ่งเจอมาของตัวเองคนละแบบ แต่มันก็ทำร้ายมาก ๆ
ให้มองดี ๆ ก็จะคิดว่าที่จริงมันไม่มีอะไรมันอยู่ที่ใจ
จนทุกวันนี้ กรุณาเข้าไปดูเม้นท์ล่าสุดของ entry ป่าลั่น เค้าหาว่าเราแก่
ที่จริงก็ไม่ได้อายุเยอะมากมายอะไร (ก็ยอมรับส่วนหนึ่ง)
แต่จากเพลง บางครั้งไม่ได้ฟังความหมายอะไรมากมาย ฟังให้สบายใจกับดนตรีที่บรรเลง เพื่อค้าว่าผ่อนคลายน่ะค่ะ จะได้เข้มแข็ง อยู่ได้อย่างมีความสุข
เด๋วเอาไว้มาใหม่ ต้องไปแล้ว จริง ๆ นะ มาใหม่จริง ๆ คงดึก ๆ แล้วก็
ฝากบอกคุณมนุษย์ในกล่องว่า ขอบคุณสำหรับหมายเหตุค่ะ

#3 By tungmay on 2007-06-09 05:40

วันก่อนเรียนสังคม เขาบอกว่าอุปสรรคเป็นสิ่งที่พระเจ้าสร้างขึ้นเพื่อทดสอบมนุษย์
และเป็นการให้มนุษย์เข้าใจชีวิต
แต่ข้าพเจ้าเชื่อว่า สิ่งนี้แหละที่ทำให้เราเติบโตและรู้จักเรียนรู้จากความผิดพลาด
คุณก็คงแกร่งไม่น้อยที่ผ่านมาได้อย่างโชกโชน เป็นข้าพเจ้าก็คงชิงลาออก
จะอยู่ให้โง่ทำไม ในเมื่อพวกนั้นยังหน้ามืดตามัวแบบนี้ ทำงานกับคนแบบนั้น ทำไปเค้าก็ไม่เห็นหัวเรา
ขอบคุณที่คุณพูดชีวิตจริงให้เตรียมใจตั้งแต่เนิ่นๆ
ชอบเรื่องนี้อีกแล้วครับ

ผมบอกในเอนทรี่ sezie the day ไปแล้วว่า ในบรรดาเพื่อนที่มีปัญหาทั้งหลาย ผมเป็นคนที่มีปัญหาน้อยที่สุด ซึ่งก็ยังเป็นจริงเสมอมา อ่านเรื่องนี้ของคุณมนุษย์ในกล่องแล้ว เรื่องของผมมันขี้ประติ๋วจริง ๆ

เรื่องราวแบบนี้ มันดี ตรงที่ได้เห็นว่า มันก็มีคนแย่กว่าเรา แต่เค้าก็ไม่เห็นต้องตาย ต้องทำตัวบัดซบ นี่คือตัวอย่างที่ดีว่า ชีวิตคนเราต้องสู้ ต้องเดินต่อไป ถึงจะล้มลุกคลุกคลานไปบ้าง แต่ก็ต้องก้าวต่อไป ดีกว่า ล้มแล้วนอนแผ่ไปเลย

ขอบคุณครับ ที่เอาประสบการณ์ดี ๆ มาเผยแผ่ครับ

#5 By เจ้าชายน้อย on 2007-06-09 07:31

เรื่องราวของคุณทำให้ป้า รู้สึกว่าปัญหาต่างๆที่มันประดังประเด ถาโถม โจนทะยาน สะท้านจิต (ฉันไม่รู้เหมือนกันว่าจะเขียนให้ยาวขนาดนี้ทำไม)เข้ามาในชีวิตกลายเป็นเรื่องเล็กน้อยไปเลย
.. เคยรู้สึกนะคะว่า ต่อให้ขยันทำงานแค่ไหน แต่ถ้ามีวิธีการนำเสนอไม่ดีก็แค่นั้น เริ่มปลงๆไม่อยากทุ่มเทอะไรมาก
ปัญหาจะเล็กหรือใหญ่ไม่สำคัญ สำคัญที่ว่าเราจะสามารถผ่านมันไปได้หรือไม่ต่างหาก

#6 By ป้าหมู on 2007-06-09 10:18

ผมอยากรู้จักนายมากเลยอ่ะ ถ้าอยากรู้จักผมก็ 0873057202 หวังว่าคงได้คุยกันนะคับ

#7 By ^คนบนฟ้า^ on 2007-06-09 14:51

โห ชีวิตคุณมนุษย์ในกล่องระทึกมากค่ะ เครียดแทนเลย ถ้าเจอแบบนี้ คงหดหู่มาก ๆ ยังไงก็ขอให้บุญบารมีที่สั่งสมไว้แต่ชาติปางก่อนคุ้มครองนะคะ ? (พอดีน้องฟ้าเพิ่งอ่านหนังสือธรรมะเล่มนึง แล้วทำให้นึกถึงบุญบารมีอ่ะค่ะ ไม่อยากซ้ำท่านอื่น ๆ เอิ๊ก ๆ)

พอได้อ่านอย่างนี้แล้ว หนูเลิกจิตตกเลยค่ะ ปัญหาของหนูมันปัญญาอ่อนจริง ๆ เมื่อวานก็อ่านของคุณเจ้าชายน้อย วันนี้มาอ่านของคุณมนุษย์ในกล่องอีก เดี๋ยวจะกลับขึ้นไปดูว่า คุณมนุษย์ในกล่อง link ไปหาใครอีก จะตามไปอ่านให้หมดเลย
มีประโยชน์มากมายเลยล่ะครับ
.....
ผมได้สิ่งดีๆที่นี่เยอะ..อย่างน้อยก็กำลังใจล่ะครับ

#9 By Under Construction on 2007-06-09 18:24

ทำดีแล้วไม่ได้ดีไม่พอ เจอคนชั่วใส่ร้ายอีกต่างหาก ชีวิตคุณมนุษย์กล่องนี่ช่วงนั้นเลวร้ายเข้าขั้นเหมือนกัน (คิดว่าใช้คำว่าชีวิตบัดซบได้เลยนะครับ) ยังดีที่กลับมาเป็นผู้เป็นคนได้

บริหารงานแบบผู้บริหารในเรื่องนี่ ใครๆก็ทำได้นะครับ รู้ว่ามีเรื่องไม่ดีเกิดขึ้นยังนิ่งนี่ใช้ไม่ได้แล้ว ห่วงหน้าห่วงตาไม่เข้าเรื่อง องค์กรจะล่มจมวอดวายกันหมด แล้วทำกับพนักงานดีๆแบบนี้ ใครที่ไหนจะกล้าทำงานถวายหัวเพื่อบริษัท อ่านแล้วหงุดหงิดตรงที่เป็นคนไทยทำกันเองนี่เอง

#10 By Life Goes On on 2007-06-09 20:25

ตอบช้าไปนิดเพราะป่วยหนัก แถมต้องไปจัด event ในห้างอีก

ตุ้มเป๊ะ : จะว่าไปแล้วสิ่งที่เลวร้ายที่สุดของมนุษย์เงินเดือนคือการเจอไล่ออกครับ ซึ่งการโดนไล่ออก ไม่มีใครตาย ไม่มีการบาดเจ็บ อาจมีแผลใจเล็กน้อยครับ ไม่นานก็หายครับ โลกนี้กว้างใหญ่ โชคดีไม่ใช่ทุกคนอ่านกรุงเทพธุรกิจ ไม่เหมือนไทยรับ เดลินิวส์ ขอบคุณที่อวยพรครับ

หนุ่มหล่อล่ำชุดดำ : ของคุณชุดดำฟังดูน่ากลัวจัง ไอ้ที่เสี่ยงๆนั่นมันคือ"ชีวิต"เราหรือเปล่า เสี่ยงแล้วไม่คุ้มเลยนะครับ ไอ้พวกที่ชอบแกล้งคุณนี่เก็บมันเลยดีมั๊ยครับ มีคนในวงการพอช่วยได้

ตังเม : จะว่าไปไม่โหดนะครับ เลือดไม่ตก ยางไม่ออก เสีย self ไปชั่วครู่ ฟังเพลงดีแล้วครับ อย่าลืมเพลงของพี่ป้าง "คนมันไม่ใช่" ฮือๆ

อสุจิ(ระ) : ขอบคุณที่บอกว่าผมแกร่งครับ ผมดูจากข้างนอกก็แม๊นแมน แต่หัวใจสีชมพู (อ้วก พูดไปได้ไง) จริงๆท่านประธานอาจจะเป็นผู้ร่วมโกงก็เป็นได้ครับ หลังจากที่ผมแฉแผนโกงข้ามชาติ ไม่มีใครรู้ครับ

คุณเจ้าชายน้อย : แอบชอบผมมาตั้งนานก็ไม่บอก มาบอกอะไรตอนนี้ครับ แต่ยังไม่สายครับ รอได้ เฮอะๆ
อ้อ อย่าลืมเอาประสบการณ์ของคุณเจ้าชายน้อยมาตีแผ่ด้วยนะครับ ไอ้ที่บอกว่าทำไมอยากอยู่คนเดียว

mookujung : ข้อเสียของพนักงานกินเงินเดือนคือ ทำดีให้ตายหัวหน้าคุณได้หน้า แต่ถ้าทำเสียคุณตัวตายทันที เจอไล่ออก ครั้นจะออกมาทำอะไรเองก็เจอเรื่องมากมาย ซึ่งผมกำลังเขียนบทเรียนชีวิตบทที่ 2 ว่าออกมาทำเองก็เจอโกงอีกรับ

คนบนฟ้า(ตาโอ๊ด) : โอ้จอร์จ เล่นให้เบอร์โทรกันโจ๋งครึ่มแบบนี้เลยรึ กล้าให้ก็กล้าโทรครับ อย่าลืมโพสรูปเต็มๆ ระบุชื่อ นามสกุล ที่อยู่ ถ่ายสำเนาบัตรประชาชน+ทะเบียนบ้าน เซ็นรับรองแล้วอัพขึ้นบล๊อคด้วยครับ จะได้พิจารณาก่อนโทร กลัวเจอหลอกไปกระทำชำเรา ฮุฮุ ล้อเล่นครับ
(เอ๊ะมีแฟนแล้วไม่ใช่รึ)

น้องฟ้า เสียงดี : ผมขอแสดงความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่น้องฟ้า เลิกอาการจิตตก วันละ 3 เวลาได้สำเร็จ ธรรมะมีประโยชน์จริงๆครับ ชีวิตไม่หดหู่หรอกครับ แค่เจอไล่ออก แต่ไม่มีแฟนทั้งๆที่อายุปูนนี้เนี่ย หดหู่ม๊ากมาก

Oche : ขอบคุณครับ มีกำลังใจเขียนบล๊อกขึ้นอีกเป็นกอง เรื่องราวชีวิตบัดซบคล้ายๆเรื่องของหนัง "วัลลี" ยังมีอีกเยอะครับ กำลังเคาะกะโหลกทยอยเอาออกมาให้หมด

takoong : ขอบคุณที่ย้ำว่าชีวิตผม "บัดซบ" เข้าขั้น
ผู้บริหารแบบนี้มีเยอะมากในไทย ถ้าเป็นต่างประเทศ การเกิดเหตุการณ์ที่ทำให้บริษัทขาดทุนแบบนี้ ผู้บริหารต้องลาออกแล้วให้คนอื่นขึ้นแทน
คนไทยยังยกย่องเชิดชูฝรั่งอยู่ คิดว่าเขาดีกว่า ไม่แปลกใจที่คนไทยกระโดดเกาะ ขาหนีบไปแต่งงานกับฝรั่งกันหมดแล้ว บอกว่าเป็นมงคลชีวิตที่ได้แต่งกับฝรั่ง คนเรายัง superficial กันเยอะ ดูแค่ภายนอกครับ ฝรั่งที่เก่งจริงๆ เจอซื้อตัวไปอยู่ญี่ปุ่น สิงคโปร์ ฮ่องกง หมดแล้วครับ

#11 By มนุษย์กล่อง on 2007-06-09 22:52

โอ้ ประสบการณ์โหดร้าย...เพิ่งรู้ว่าคนหัวเราะร่าก็น้ำตาเล็ด ผ่านมาได้แล้วก็ถือเป็นกำไรที่มีประสบการณ์ดีกว่าใครๆนะคะ แหมไม่มาดูพักเดียวมีแฝงโฆษณาบล็อกให้ด้วย

#12 By BlackZheep on 2007-06-09 22:58

มันก็ไม่เสี่ยงเท่าไรหรอกครับ เพราะเขาก็ต้องการลองว่า เราจะพาเขาไปรอด หรือไปตาย สุดท้ายทุกคนก็คือเพื่อนร่วมงานที่ดีที่สุด คือพี่น้องที่เราเชื่อใจ ถึงแม้ว่าจะเคยโกงไพ่กัน แต่เวลาทำงาน เราไว้ใจกันด้วยชีวิตเลยครับ

ผมไม่ได้ปิดหนีครับ เพียงแค่อยากหยุดเขียนพักผ่อนจิตใจเสียหน่อย เพราะกลัวว่าถ้าเขียนก็คงเขียนแต่เรื่องเดิมๆ อย่างไรก็ตาม ผมก็แวะเวียนมาอ่านและคอมเมนต์เสมอครับ

พระคุ้มครองเช่นกันครับ

#13 By หนุ่มชุดดำ on 2007-06-09 23:31

คุณในกล่อง รออ่านภาค2ฮ่ะ ขอแบบซาดิสต์ๆ
(บ้าเปล่าว่ะเรา)
ว่าจะมาต่อตอนดึก ๆ นี่เช้าเลย งงเหมือนกันว่าทำไมไม่เม้นท์ให้จบเลย
ที่จะเม้นท์ต่อคือชอบตรงที่บอกว่า "คนที่รักเราจริงมีพ่อกับแม่ 2 คนเท่านั้น" น่ะค่ะ
แต่เวลาคิดถึงคนที่ถูกพ่อแม่แบบไม่ค่อยจะรักลูกตามที่ได้ยิน/ฟังข่าวมา
ชีวิตเค้าน่าสงสารเนอะ และอีกอย่างค่ะ เป็นธรรมชาติของมนุษย์ค่ะที่ต้องเป็นแบบนี้
แต่ส่วนนึงสิ่งสุดท้าย (สุดท้ายเลย) หลังจากเลือกให้ความสำคัญด้านอื่น ๆ แล้วมนุษย์จึงจะมอบสิ่งดี ๆ ให้แก่กัน แก่สังคมน่ะค่ะ มันก็ยังมีนิดนึงนะ
เหตุของเรื่อง : คุณมนุษย์ในกล่องหาเรื่องเองด้วย (หวังดีจนเข้าตัว) ซึ่งอะไร ๆ ต่อมิอะไร(อาจจะอยู่วงใน)เราก็ไม่รู้
ประสบการณ์ทำให้คนเข้มแข็ง อย่าลืมนะคะ มันมาได้หลาย ๆ แบบ ยิ้มให้มันดีกว่าค่ะ
จะได้สบายใจ (เริ่มเบื่อตัวเองละพูดเยอะ พอก่อนนะคะ)

#15 By tungmay on 2007-06-10 01:21

ยืมคำจากหนังเรื่อง "Tear of the sun"

"สิ่งเดียวที่จะทำให้คนชั่วได้รับชัยชนะ นั่นคือการที่คนดีๆนิ่งดูดาย" - เอ็ดมันด์ เบิร์ก

ผมว่า คนที่ทำดี ต้องมีวันชนะครับ แม้จะไม่ใช่วันนี้ก็ตาม

พระคุ้มครองครับผม

#16 By Nonger on 2007-06-10 11:32

แกะดำ : หลังร้องไห้แล้วก็ต้องหัวเราะครับ เพราะไม่ใช่นองเอกในละคร เศร้าตลอดกาล เฮอะๆ

หนุ่มชุดดำใหญ่ยาว : เป็นทหารก็ดีนะครับ ในยามรบช่วยกันสุดชีวิต อย่างน้อยยังบังเกิดมิตรภาพที่ดี "Leave no man behind" จริงๆ ในที่ทำงานมีแต่คนเลื่อยขากัน ใส่ร้ายป้ายสี ไม่ตายไปจากโลกซะที พวกนี้อายุยืน
May the Force Be With You ครับ

คุณจิระ : บทที่ 2 ซาดิสท์จริงๆนะ จะบอกให้ กำลังปั่นอยู่

ตังเม : จริงๆแล้วผมไม่ได้หวังดีที่จะไปสืบสวนแทนบริษัทนะครับ คือถ้าเราไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นจริงๆ ผมเองก็มีสิทธิ์เจอไล่ออกอยู่ดี เพราะบริษัทขาดทุนมหาศาล แต่ผมไม่ยอมออกโดยไร้เกียรติ์และศักดิ์ศรี ให้มันโบ้ยว่าเราเป็นคนชั่ว และขอบคุณที่ให้กำลังใจครับ (ถ้าจะหาดีหาหนุ่มๆเด็กๆมาให้ 1 คน)

Nonger : ผมชอบหนังเรื่องนี้ครับ นางเอกสวย ในใจลึกๆผมก็ว่าคนทำดีย่อมได้ดีครับ แต่ช้าหน่อยเท่านั้นเอง คนทำชั่วได้ดีจะเร็วกว่า พระเจ้าคุ้มครองครับทั้งคุณและครอบครัว

#17 By มนุษย์กล่อง on 2007-06-10 12:59

โหๆๆ.....
มานมีแบบนี้ ถึงขนาดนี้เลยเหรอคะ " พี่มนุษย์ในกล่อง "

" ชีวิตเริ่มต้นใหม่ได้ทุกวัน โดยไม่จำเป็นต้องไปเกิดใหม่."

#18 By รายละเอียดที่หายไป (58.9.128.200) on 2007-06-10 19:58

คนที่เดาคนนั้นเรียบร้อยมาก ขาว สาวแสนเรียบร้อยค่ะ เหมือนผ้าพับไว้เลย เกิดมาก็เพิ่งเคยเจอเหมือนกันค่ะ กับหนุ่ม ๆ ที่หมายมั่นปั้นมือไว้นั้น สายตาแหลมคมมาก ทั้งฉลาด ทั้งเก่ง แต่เป็นปลาไหลค่ะ ฮ่า ๆ

#19 By tungmay on 2007-06-10 21:42

ขอบคุณ ครับ ที่ทำให้ ผมรู้สึว่า ชีวิตผม มันช่างดู ดีเหลือเกินเมือเทียบกับของ พี่

เมื่อวาน ก็ เพิ่ง โดน สอยกระจกซ้าย ของเจ้า Mazda น้อย ไป โดย โดย คนขับ รถ ยายแมว บางท่าน

ขอบคุณ อีก ครังครับ

ปล. เห็นด้วยกับว่า ฝรั่งไม่ใช่ พราะเจ้าครับ

ผู้บริหารเราหลายท่านในไทยตายมาเพราะฝรุ่งเยอะแล้วครับ


#20 By T o' M @ ZZ u ครับ on 2007-06-10 22:28

รายละเอียดที่หายไป : บทชีวิตบทที่ 2 น้องจะต้อง โอว้ส์ โอ้โห ห๊า ตกใจสุดๆ

ตังเม : ถ้าเป็นปลาไหลก็แสดงว่า นุ่มนิ่ม ลื่น ไม่แข็งตัวล่ะสิ งั้นไม่เอาครับ

tomassu : ควรไปโบสถ์แล้ว ask God for forgiveness ด่วนเลยครับ ทั้งกันชน ทั้งกระจกเจอสอยไปหมดแล้ว May God be With You. Hallelujah (มั่วหรือเปล่านะ)
ปล. ฝรั่งมีดีที่ขนาดของมันอย่างเดียว

#21 By มนุษย์กล่อง on 2007-06-11 10:53

เคยอ่านเรื่องเล่าของท่านองคมนตรีสุเมธว่า ได้รับคำสอนจากพระเจ้าอยู่หัวว่า (คร่าวๆนะเล่าไม่เก่ง) เหล็กท่อนนึงกว่าจะเป็นดาบชั้นดีต้องถูกเผาไฟ แล้วมาทุบตีตั้งหลายต่อหลายครั้ง จึงจะเป็นดาบที่ดีได้ ชีวิตคนเราก็เหมือนกัน ต้องถูกบีบคั้น พบกับความเจ็บปวดและอุปสรรคมากมายหลายครั้ง จึงจะหล่อหลอมให้เป็นคนที่เข้มแข็งได้

ขอให้ทุกท่านที่พบกับอุปสรรคทั้งหลายในชีวิต คิดเสียว่าสิ่งนั้นเป็นเครื่องที่หล่อหลอมจิตใจเราให้เข้มแข็งเป็นคนที่แข็งแกร่งสามารถฟันฝาอุปสรรคได้

#22 By สาวเหนือ (203.146.176.242) on 2007-06-11 11:26

เราก็ทำงานกับฝรั่งเหมือนกัน พบว่าฝรั่งบางคนโง่กว่าตาแป๊ะขายของชำข้างบ้านเสียอีก นึกว่าตัวเองแน่ อี่โธ่ ที่มีเงินเดือนทุกวันนี้ ก็เงินคนไทยแหละ แล้วทำมาดูถูก

สำหรับคุณมุนษย์ในกล่อง ขอยกคำในหนังสือเรื่อง The old man and the sea มาบอกนะ Man can be destroyed but not defeated. เราเชื่อว่าคุณจะเป็นอย่างนั้น

#23 By สาวเหนือ (203.146.176.242) on 2007-06-11 11:33

ไม่เป็นไรครับ ผ่านแล้ว ช่างพระมารดา(ไอ้คนที่มันแกล้งเรา)มัน สู้ต่อไปครับ ล้มได้ก็ลุกได้ครับ สู้ ๆ

#24 By เด็กจิตตก on 2007-06-11 12:10

กำลังจะไปกินข้าว ขอมาตอบก่อน
สาวดาวเหนือ : เรื่องการตีเหล็กอ่านแล้ว ซึ้งมาก อ่านแล้วจิตใตเข้มแข็งขึ้น ขอบคุณสำหรับคำคมที่ให้มา จะจำใส่สมองไว้ครับ

นู๋เป๋อ : ขอบคุณครับที่บอกผมเป็น "ตุ๊กตา ล้มลุก" ยิ่งเจอ เตะ ต่อยแรง จะยิ่งลุกขึ้นมาได้เร็วขึ้น (อย่าปิดเว็บถาวรเลยครับ นึกมุขไม่ออก ก็ถ่ายรูปใครมาก้ได้ แล้วอัพครับ)

#25 By มนุษย์กล่อง on 2007-06-11 12:26

ที่บอกว่าตอนฝึกงานนอนเบียดกับฝรั่งตัวโตๆนี่สรุปว่าชอบใช่มั้ยครับ เห็นมีรูปนี้

entry หน้าคงจะยาวถึงยังปั่นออกมาไม่เสร็จ ยังรออ่านอยู่นะครับ

#26 By Life Goes On on 2007-06-11 21:12

คนเรามักมีเรื่องร้ายๆ ยังกะในละครน้ำเน่าเลยนะคะ
บ้านพายก็เคยมีเรื่องเป็นข่าวออกทีวี ลงหน้าหนึ่งอยู่หลายวัน
แต่เราก็ผ่านมันมาได้ทุกที จริงมั้ยคะ

#27 By ~ หอมกรุ่น ~ on 2007-06-21 19:14

คุณเก่งจัง ตั้งสติได้
เราเจอเรื่องเล็กกว่าคุณหลายเท่านัก
เรายังจะหมดกำลังสู้เลย
ขอบคุณ คุณมากนะคะ

#28 By กิฟท์ (203.170.176.167) on 2007-06-26 07:37

อ่านมาถึงสินค้าโดน reject นึกภาพออกเลยว่าพวกทางโน้นเขาต้องเล่นไม่ซื้อหรือดีไม่ดีท่านประธานและคนอิตาลี่เล่นด้วย แต่คุณกล้าหาญมากที่ไปสืบ หากไม่ไปสืบแกล้งทำเป็นโง่ จะโดนไล่ออกไหมนะ...นี่ละเหตุผลที่โดนไล่ออกเคยคิดไหมคะ

อ่านแล้วรู้สึกเสียใจแทนคุณเช่นกัน ที่คุณต้องเป็นแพะรับบาป และถูกประจาน มันเป็นบทเรียนที่เจ็บปวดจริงๆ

ขอให้พระคุ้มครองในความดีความซื่อสัตย์และความขยันหมั่นเพียรของคุณให้ประสบกับความสำเร็จมีชื่อเสียงกลับคืนมาและเจริญก้าวหน้ายิ่งขึ้นไปนะคะ

#29 By MayaKniGht on 2007-06-26 20:56

แพนเค้ก : รบกวนอธิบายด้วยครับว่ามันคืออะไร

กิฟท์ : บางครั้งเรื่องเล็กๆ แต่เข้ามาในจังหวะที่หัวใจอ่อนแอพอดี ก็ไม่ธรรมดานะครับ

mayaknight : ที่จำเป็นต้องไปสืบ เพราะผมรู้สึกได้ค่อนข้างมั่นใจเกือบ 100% ว่าถ้านิ่งเฉยมันก็คงจะสาดโคลน ใส่ร้ายทั้งผมและพนักงานฝ่ายผลิตอยู่ดี หาว่าสั่งทำของผิดสเปค ไม่ดูเอกสารให้ถี่ถ้วน ที่รู้เพราะมันไปบอกฝ่าย HR ซึงซี้ปึ้กกับผมว่าให้รับสมัครคนตำแหน่งเดียวกับผมด่วน ตอนนั้นเป็น Senior Executive แล้วครับ

#30 By มนุษย์กล่อง on 2007-06-26 21:47

อนาคตอย่าไปคิอดีตอย่าไปจำทำปัจจุบันให้ดีที่สุด หลวงพ่อจรัลสอนไว้คะ แล้วชีวิตจะมีความสุข
ท่านี้ละคะหูทิพย์ตาทิพย์ สอนวิปัสสนากรรมฐาน ที่วัดอัมพวัน จ.สิงห์บุรี

#31 By MayaKniGht on 2007-06-28 19:46

mayaknight : พี่ทำผมขนลุกซู่อีกแล้วครับ ก็พ่อผมนี่แหละเพิ่งถูกเพื่อนลากไปวัดอัมพวันมา แต่ไม่เจอหลวงพ่อ มีคนบอกว่าคนที่กำลังคิดจะฆ่าตัวตายมากมาย ถ้าเจอลากมาที่นี่แล้วนั่งวิปัสนา จะเหมือนกับเกิดใหม่ คิดใหม่ ทำใหม่ หมด

#32 By มนุษย์กล่อง on 2007-06-28 22:07

เข้าใจเลยคะ
ผลประโยชน์ไม่เข้าใครออกใครเสมอ
พูดได้คำเดียว ความดีและซื่อตรงจะปกป้องคุณเอง สู้ สู้

#33 By k-lin-co on 2007-08-03 14:11

บังเอิญเข้ามาอ่าน โดยไม่ได้ตั้งใจ
แต่อ่านแล้ว ขอฝากกำลังใจ ให้ก้าวเดินต่อไป

#34 By มารร้ายในเงาจันทร์ (210.90.61.2) on 2007-08-20 11:03