บทเรียนชีวิต บทที่ 1

posted on 09 Jun 2007 00:21 by tarlomak in personal

หลายวันนี้มีแต่คนอัพเอ็นทรี่เศร้าๆ มากมาย เริ่มจาก คุณเจ้าชายน้อย กับเรื่องราวชีวิตที่กดดันแสนสาหัสสุดๆตอนเรียน seize the day , คุณ ป้าหมู (mookujung) ซึ่งผมกับคุณหมูไม่รู้ใครจะแก่กว่ากันครับ กับเรื่อง ป้าป่วย และอีกหลายๆเอ็นทรี่ , คุณแกะดำกับ ผู้ไม่สังคมโลก/คนยืนข้างๆ , น้องฟ้า ภราดร ผู้จิตตก เป็นโรค นอย (Paranoid) กับ บทเรียน ป.โท , คุณอสุจิ น้องวัยเรียน เนื้อเด้ง กับ มาตรีโอสคาสับสน, คุณ blink beauty กับ ฉันดีใจที่มีเธอ (...???), คุณ tomazzu กับ ความ โหดร้ายที่ชื่อว่า คิดถึง และ เหตุการณ์รถชนสยดสยองมาก รถชน (สมน้ำหน้า 5555) เลยขอเขีนรเรื่องเศร้าๆบ้าง

ผมว่าทุกเรื่องที่ผ่านมาในชีวิต ไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่ดี หรือไม่ดี มันจะเป็นบทเรียน ทำให้เราเจนโลก ทำให้เราเข้มแข็ง บางคนที่เจอเรื่องร้ายๆที่เข้ามาในชีวิต กลับทำใจไม่ได้ จึงกลายเปลี่ยนเป็นคนละคน บางคนบ้าไปเลย บางคนกลายเป็นคนชั่วในบัดดล บางคนจดใจไว้พัฒนาตัวเองให้เก่งและแกร่งยิ่งๆขึ้นไป

ผมชอบการดูหนัง เพราะเราได้เห็นมุมมองของผู้กำกับ วิธีการทำให้คนดูเชื่อหรือเห็นคล้อยตามสิ่งที่เขานำเสนอ ซึ่งทุกสิ่งทุกอย่างในโลกมันมองได้หลายมุม

ผมชอบการอ่านหนังสือด้วย อย่างที่เคยเม้นท์เอาไว้ตามที่ต่างๆ โดยเฉพาะหนังสือที่เป็นอัตชีวประวัติ (คำนี้เขียนผิดแน่ๆ) เพราะผู้เขียนจะเล่าเรื่องในมุมมองแบบที่เขาเจอ และเขาจะบอกว่าเขาแก้ปัญหานั้นๆของเขาอย่างไร พอผมอ่านแล้วผมก็จะคิดตาม ว่าถ้าผมอยู่ในเหตุการณ์ของผู้เขียน ผมจะแก้ปัญหา หรือทำอย่างที่เขาทำหรือเปล่า

ในหนังเรื่อง Batman Begins มีช่วงนึงที่ผมชอบมาก Alfred ซึ่งเป็น butler ประจำตระกูล ถามพระเอกว่า

Why do we fall, sir?
So that we might better learn to pick ourselves up."

การที่คนเราทำอะไรผิดพลาด มีชีวิตล้มลุกคลุกคลานเหมือนหมาโดนรถของคุณ tomazzu ชน ขาหักขาเป๋ ไม่ได้หมายความว่าเราจะต้องตาย ไม่มีคนรักเราอีกแล้ว ชีวิตไร้ค่าในบัดดล แต่มันทำให้เราเรียนรู้ว่า เราสามารถยืนขึ้นมาตั้งตัวได้ใหม่อีกครั้ง เพื่อที่จะสู้ต่อไปต่างหาก

บทเรียนนึงของชีวิตที่ผมต้องการมาตีแผ่นี้ เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริงมาเกือบๆทศวรรษได้แล้วมั๊ง ซึ่งผมหวังว่า พี่ๆ น้องๆ เพื่อนๆ สาวๆ หนุ่มๆ ที่เข้ามาอ่านคงพอจะได้อะไรกลับไปบ้าง ไม่มากก็น้อย(วะ)

มีเอ็นทรี่นึงผมโม้ไว้ว่าเคยทำงานอยู่ฝ่ายขายของบริษัทแห่งหนึ่ง ซึ่งผมสามารถทำให้บริษัทมียอดขายเฉพาะจากผมคนเดียวเกือบ 2,400 ล้านบาท โดยสร้างให้บริษัทมีกำไรด้วยเป็นร้อยล้านต่อปีครับ (ไม่ได้โม้ โม้ โม้) ซึ่งดูเหมือนชีวิตประเสริฐ เลิศล้ำ ตอนนั้นผมมีเงินเดือนรวมค่าคอมฯ (คอมมิชชั่นครับ ไม่ใช่ คอมพิวเตอร์ หรือ คอมเพรสเซอร์) แล้วได้ประมาณเดือนนึงเกือบๆ 2 แสนบาท (ไม่ใช่ กีบ) โบนัสอีกเกือบล้านครับ ซึ่งต้องยอมรับว่าตัวเองตอนนั้นถือว่าถึงจุดสุดยอดในอาชีพ ในหน้าที่การงานแล้ว ทั้งๆที่อายุไม่เยอะ หน้าตาก็หล่อแต่ตอนนั้นอ้วน และหน้าอ่อนโคตรๆ

ท่านประธานเองก็ไว้ใจ ส่งผมไปงาน Exhibition ต่างๆ ทั่วโลกกับเจ้านายผมซึ่งเป็น Regional Manger อีกคนซึ่งเป็นคนอิตาลี คือคุมการขายในทวีป อเมริกา และ ยุโรปทั้งหมด

จากยอดขายที่เลิศล้ำทำให้บริษัท ได้รางวัลมากมายทั้งจากรัฐบาลและสมาคมอุตสาหกรรมไทยพ........ (อุบไว้หน่อย) งานสมาคมประจำปี ผมได้ถูกเชิญขึ้นไปบนเวทีรับรางวัลสุดยอดนักขาย โดยมีพนักงานเป็นร้อยๆคนจากบริษัทคู่แข่งที่อยู่ในวงการเดียวกัน ตบมือ ทั้งๆที่พวกนั้นก็เป็นหัวกะทีฝีมือดีๆกันทั้งนั้น โดยผมมีอายุน้อยที่สุดในที่นั้น

ต่อมาวันหนึ่ง ลูกค้าประจำรายเดิมที่ New York ซึ่งสั่งของจากเราเป็นประจำ spec สินค้าก็เหมือนเดิมทุกอย่างเหมือนที่เคยสั่งกับเรามานาน เกิด reject ปฏิเสธรับสินค้า โดยให้เหตุผลว่าทำผิดสเปค ผมก็ไล่เช็คเอกสารตั้งแต่ L/C (Letter of Credit) ใบสั่งซื้อของลูกค้า แฟกซ์ทุกใบ อีเมล์ทุกฉบับ รายงาน raw material ของโรงงาน รายงานการผลิต สัดส่วนทางเคมีทุกอย่าง ทุกอย่างถูกต้องครับ แต่ทำไมมันบอกของเราผิดสเปค

ไม่นานนัก เหตุการณ์เดียวกันเกิดกับลูกค้าในยุโรป ทั้ง เยอรมัน และอิตาลี ทำให้บริษัทมีสินค้าที่ส่งทางเรือไปแล้วไปค้างอยู่ใน warehouse ต่างประเทศมูลค่าเกือบ 800 ล้านบาท โดยทั้งนี้เรียกเก็บเงินตาม L/C ไม่ได้ แม้แต่บาทเดียว

ใครอยู่ในวงการอุตสาหกรรมจะรู้ว่า เหตุการณ์แบบนี้มีทางแก้อย่างเดียว คือต้องขายสินค้าที่ผิดสเปคเหล่านี้ให้แก่ agent เอเย่นต์ที่รับซื้อของที่อยู่ในประเทศนั้นๆที่เราส่งสินค้าไป โดยเอเย่นต์พวกนี้จะรับซื้อในราคาที่ต่ำกว่าที่เราตกลงไว้กับลูกค้าเราครึ่งต่อครึ่ง แล้วมันจะเอาไปขายต่อให้กับลูกค้าของมันต่ออีกที

การที่เราส่งของออกไปขายต่างประเทศแล้วเจอ reject แบบนี้การนำสินค้ากลับมาประเทศไทยเหมือนเดิมทางเรือ ถือเป็นเรื่องเสียสติ เพราะเท่ากับขาดทุน 100% ของขายก็ขายไม่ได้ เพราะเราทำตามสเปคของลูกค้าเฉพาะ และค่าใช้จ่ายทางขนส่งมหาศาล นรกมากๆ

เนื่องจากเป็นคนไม่ยอมแพ้ อะไรง่ายๆ บวกความสงสัยที่เรื่องราวมันผิดปกติเกินไป จึงเริ่มดำเนินการสืบสวนเอง เช็คประวัติว่า เอเย่นต์ที่มาซื้อของต่อจากเรานั้นคือใคร แล้วขายต่อให้ใคร แล้วมันมาติดต่อเราได้ยังไง รู้ได้ไงว่าของเราผิดสเปค ผมยอมลางานเป็นอาทิตย์ จ่ายตังค์ซื้อตั๋วเครื่องบินไปยุโรปเอง กะว่ายอมตาย พูดเยอรมัน กับ อิตาลี ก็ไม่ได้ ไปหาลูกค้าก่อน บุกที่โรงงานมันเลย

ผลออก