เรื่องของอาม่า

posted on 05 Jun 2007 14:43 by tarlomak  in personal

เมื่อวันอาทิตย์ที่ 3 มิ.ย. 50 อุตส่าห์แต่งตัวสุดฤทธิ์ เกาะอกสีชมพู กางเกงรัดติ้ว สั้นจู๋ ไปดักเจอคุณเจ้าชายน้อย กับคุณ bickboon ที่ playground ทองหล่อ งาน a book fair แต่ไม่เจอ เสียดายมาก อดกระโดดงับเลย เฮอะๆ


เอ็นทรี่นี้ขออุทิศให้เป็นเรื่องเกี่ยวกับอาม่า โดยมีเรื่องที่เกี่ยวข้องกับบุคคลรอบๆตัวอาม่าด้วย ซึ่งก็คือผมเอง (ยาวมากๆ ใครจะอ่านว้า ไม่อยากแบ่งเป็น Episode ไม่ต่อเนื่อง ไม่ได้อารมณ์)

อย่างที่บอกเอาไว้ ว่าอาม่ามีลูก 4 คน คนโตคือแม่ผม ตามมาด้วย ลูกชาย 2 คน กับลูกสาว คนเล็ก 1 คน อาม่าจะไม่ปลื้มคุณแม่ของผมซักเท่าไร เนื่องจากมีลูกตอนอายุน้อยมากๆ แถมลูกคนแรกเป็นผู้หญิงอีก ตามฉบับคนจีนแล้วถือว่าซวยมากๆ ลูกคนที่สองเป็นผู้ชาย อาม่าก็ไม่ค่อยปลื้มเท่าใดนัก ด้วยเหตุผลเดิมคืออาม่ายังอายุน้อย ไม่อยากเลี้ยงลูก ยังอยากไปเที่ยวอยู่ ลูกอีก 2 คนต่อมาอาม่ารักสุดๆ เนื่องจากอาม่าทิ้งระยะห่างได้เกือบสิบปี

เมื่อสี่ปีก่อนอากงตายครับ ตอนนั้นอาม่าอยู่บ้านลูกชายคนโต ผมเรียกอากู๋ใหญ่ (น้องของแม่คนติดกัน คนที่อาม่าไม่ปลื้ม) หลังงานศพอากงเสร็จสิ้นไม่นานนัก อาม่าเกิดอยากแบ่งสมบัติ ทรัพย์สินมรดกขึ้นมา โดยมีที่ดินที่อาม่าอยู่ ยกให้อากู๋ใหญ่ กับกู๋รอง เนื่องจากมีบ้าน 2 หลังในบริเวณเดียวกัน เงินในบัญชีให้อากู๋รองดูแลเองทั้งหมด แก้วแหวนเงินทอง (มูลค่าเป็นล้านครับ) แถมเงินสดบางส่วนที่มีอยู่ให้อาอี๊ (ลูกสาวคนสุดท้อง) ส่วนของคุณแม่ผมครับ ได้ทองเก่าๆดำๆหนัก 50 สตางค์ 1 เส้น แค่นั้นเองครับ ขอย้ำครับว่าไม่ได้เงินแม้แต่บาทเดียว(สืบรู้ภายหลัง ว่าหลังจากอากงตายไม่กี่อาทิตย์ ลูกคนเล็ก 2 คนสุดรักของอาม่า ย่องเงียบมาเอาเงินในบัญชีของอากงและอาม่า ไปโอนฝากเข้าบัญชีตัวเองกันแล้วคนละหลายล้าน โดยมีอาม่ายินดีเซ็นถอนให้)

ต่อมาไม่นานัก หลังแบ่งมรดก อาม่าอาการเริ่มทรุดตามอายุ ขาเริ่มไม่มีแรง เดินได้แต่ย่องๆช้ามากๆ ต้องเริ่มฟอกไตด้วย ซึ่งก็ดูเหมือนจะไม่มีอะไร เพราะครอบครัวผมอยู่อีกบ้านครับ ไม่กี่เดือนถัดมา วันอาทิตย์ ที่บ้านผมกำลังกินข้าวเช้ากันอย่างพร้อมหน้าพร้อมตา อากู๋ใหญ่โทรมาบอกให้แม่ผมมารับตัวอาม่าไปอยู่ด้วย โดยมี 2 ทางเลือกคือ ถ้าวันนี้ไม่มารับอาม่าไปอยู่ด้วย เขาจะเอาอาม่าไปทิ้งที่บ้านคนชราตอนเที่ยงนี้ วันนี้เลย ทั้งนี้เก็บของส่วนตัวของอาม่าใส่กล่องไว้ให้เรียบร้อยแล้ว ลูกรักของอาม่าอีก 2 คนก็ปฏิเสธเสียงแข็งบอกว่าดูแลอาม่าไม่ได้หรอก ให้แม่ผมรับไว้ ซึ่งแม่ผมก็โอเค

อาม่าผมเป็นคนเรื่องมาก เอาแต่ใจแบบไร้สาระมากๆ บวกกับสมองเริ่มกลับไปเป็นเด็กอีกครั้ง ขาก็เดินไม่ค่อยไหวแล้ว ด้วยเหตุนี้เองอาม่าเดินไปห้องน้ำไม่ทัน จะอุจจาระ ปัสสาวะราดบ่อยมาก แล้วไม่ยอมใส่ผ้าอ้อมด้วย คนที่ฟอกไตจะกินอะไรไม่ค่อยได้ อาหารต้องทำพิเศษ แยกจากคนธรรมดา วุ่นวายมากๆครับ ซึ่งเล่นเอาคนที่แม่ผมจ้างมาดูแล ต่างก็พากันลาออกทั้งๆที่เราจ่ายเงินเดือนให้เดือนละ 12,000 บาท

ต่อมาจึงให้พี่สาวผมที่เป็นออธิซึ่มเป็นคนคอยดูแลแทน ซึ่งแน่นอนการจับเด็ก 2 คน มาอยู่ด้วยกัน มันก็ตีกันสิครับ สุดท้ายไม่มีใครเอาอาม่าแล้ว ภาระจึงมาตกอยู่ที่สุดหล่ออย่างผมเป็นคนดูแล คือผมต้องนอนห้องเดียวกับอาม่าเผื่อมีเรื่องฉุกเฉิน (ไม่อายด้วยที่จะบอกว่าผมอายุขนาดนี้แล้ว ยังนอนห้องเดียวกับอาม่าอายุเกือบ 90 ขวบ ไม่แปลกใจเลยที่ไม่มีแฟน แง๊ๆๆ) ผมต้องทำทุกอย่างให้อาม่าแทนพี่เลี้ยงที่เคยจ้างมา .

เพื่อการมองให้เห็นภาพผมขอสรุปตารางชีวิตของผมว่าต้องทำอะไรบ้างดังนี้

00.30 น.ผมจะเข้านอนเวลานี้เสมอ ก่อนนอนต้องพาอาม่าไปฉี่ โดยต้องยกอาม่าขึ้นรถเข็น เข็นเข้าห้องน้ำ ยกอาม่าขึ้นนั่งชักโครก รออาม่าเสร็จ ล้างอวัยวะให้อาม่าทั้งด้านหน้าและหลัง แล้วแต่ฉี่หรืออึ ล้างเสร็จเช็ดให้แห้ง ใส่เสื้อให้ ยกอาม่าขึ้นรถเข็น เข็นเขาห้อง ยกอาม่าออกจากรถเข็นลงบนเตียง ห่มผ้าห่มให้ แล้วลากตัวเองเข้านอน (ทำคนเดียวไม่มีคนช่วย เพราะเขานอนกันหมดแล้ว และอยู่คนละส่วนของบ้าน แต่ชั้นเดียวกันนั่นแหละ)


03.00 น. อาม่าจะฉี่อีกรอบ ทำตามเสต็ปเดิมทุกอย่าง (การฉี่แต่ละครั้งจะกินเวลา 20 นาทีพอดีๆ ถ้าอึจะเป็น 30 นาที ทำคนเดียวอีกแล้ว)

06.00 น. อาม่าต้องกินยา ไม่กินไม่ได้ หัวใจจะเต้นผิดปกติ แล้วพาไปฉี่เสต็ปเดิม แต่ครั้งนี้ไม่กลับไปนอนแล้ว ผมต้อง อาบน้ำ แต่งตัวไปทำงาน (อันนี้ผมก็ทำคนเดียว)

06.30 น. หลังจากทำธุระทุกอย่างส่วนตัว เสร็จสิ้นแล้ว ใส่เสื้อแล้ว ต้องชงโอวัลตินให้อามากิน ตามด้วยบัตเตอร์เค้ก 1 ชิ้น (ผมชงเอง คนอื่นชงให้อาม่าจะไม่กิน บอกหวานไป ร้อนไป เย็นไป น้อยไป เยอะไป ทั้งๆที่มันเป็น 3-in-1 ต่อให้ลิงบาบูนชง มันก็ได้รสเดียวกันนั่นแหละครับ)

06.45 น. เข็นอาม่าขึ้นรถ พาไปโรงพยาบาลเพื่อฟอกไต ยกอาม่าขึ้นรถ โดยการช้อนทั้งตัวแล้วเอาไปปล่อยบนเบาะ (เปิดปิดประตูบ้านเองด้วยนะ)

07.00 น. ถึงโรงพยาบาลสมิติเวชพอดี จอดข้างหน้าโรงพยาบาล พนักงานจำได้หมด ว่าต้องไปล้างไต พวกเขาจะจัดการกันเอง เสร็จแล้วผมก็ไปทำงาน

(กระบวนการฟอกไตใช้เวลาประมาณ 4 - 5 ชั่วโมงแล้วแต่อาการ โดยปกติที่บ้านจะเป็นคนไปรับอาม่ากลับบ้าน โดยผมจะตามไปจ่ายตังค์ทีหลัง ซึ่งโรงพยาบาลก็ยอม อาม่าต้องฟอกไตสัปดาห์ละ 3 ครั้ง อ้อลืมบอกอาม่าหนักแค่ 30 ก.ก.เท่านั้น ผมจึงยกได้สบายๆ ตอนนี้ผมสามารถยกน้ำหนักได้ 60 ก.ก. แล้ว เพราะไปฟิตเนสมา work hard ครับ สู้โว้ย ถึงผมจะบ้าครูฝึกชายแต่ก็มีประโยชน์นะครับ)

22.30 น. หลังจากเลิกงาน แล้วไปต่อฟิตเนส จะกลับถึงบ้านเวลานี้พอดี อาม่าจะเจอยกมาทิ้งไว้ที่ห้องนอนผมตอน 3 ทุ่มตรงพอดีเป๊ะ แล้วก็เหมือนเดิม เอาอาม่าไปห้องน้ำ จัดเตียงให้อาม่าเปิดแอร์ในห้องนอน ที่อุณหภูมิ 27 องศาเท่านั้น ผมนอนทุกวันเหงื่อแตกพลั่กๆๆ ถ้าเปิดแอร์เย็นกว่านี้ อาม่าจะหนาวจนตัวสั่น บอกนอนไม่ได้ ถ้าเปิดพัดลมแทนเปิดแอร์บอกว่าอึดอัด ร้อนไป หายใจไม่ออก อากาสไม่ถ่ายเท

23.00 น. ชงโอวัลตินอีกรอบให้อาม่ากิน แต่ไม่มีขนมปัง แล้วเข็นอาม่าเข้าห้องนอน

23.15 น. อัพบล็อก ทำงานที่หอบกลับมาบ้าน ดู Martha stewart ทาง UBC ฟังเพลง ดูหนัง แล้วแต่วันครับ ผมเลือกได้ อย่างใด อย่างนึงเท่านั้น

ต่อจากนี้ก็วน loop วงจรชีวิตรันทด เป็นเวลามา 3 ปีแล้วครับ กับการนอนติดต่อกันได้สูงสุด 2 ชั่วโมงครึ่งแล้วต้องพาอาม่าไปฉี่ แล้วนอนต่ออีก 2 ชั่วโมงครึ่ง ผมจึงต้องไปฟิตเนส ทำร่างกายให้แข็งแรงตลอดเวลา เพราะต้องยกอาม่าขึ้นๆลงๆตลอด ถ้าผมเป็นหวัดอาม่าจะติดเชื้อได้ง่ายมาก แล้วต้องพาเข้าโรงพยาบาลทันที ถ้าเรารู้ว่าอาม่าติดเชื้อ หมอบอกอาม่าจะตายภายใน 2 - 3 วันหากติดเชื้อไปแล้วไม่มารักษา

ถ้าถามว่าลูกคนอื่นๆมาดูแลอาม่าบ้างมั๊ย มีครับ ลูกชายสุดรักของอาม่า อากู๋รอง คนที่กุมบัญชีเงินฝากอยู่ คนนี้มาบ้างไม่มาบ้าง อีก 2 คนที่เหลือ มาปีละ ครั้ง 2 ครั้ง ผมเกริ่นไว้ในเอ็นทรี่ที่แล้วในช่อง comment ว่าคนที่ไม่รู้จักบุญคุณคน พวกลูกที่อกตัญญู พวกนี้ทั้งชาติไม่มีวันเจริญครับ ซึ่งก็จริงอากู๋ใหญ่ ตกงาน บริษัทที่ร่วมกันตั้งกับเพื่อนล้มละลาย ตัวเองเจอฟ้องอีกหลายคดี แถมเป็นโรคต่อมลูกหมากโต แบบเรื้อรัง ตอนนี้นกเขาขันไม่ขึ้นไปแล้ว อากู๋รอง เจอแบงค์กสิกรไทยที่ทำงานมาเป็น 20 ปี ไล่ออกกลางอากาศ ตกงาน ลูกก็ยังเรียนมัธยมอยู่ อาอี๊ก็กำลังทำงานอยู่ในบริษัทที่กำลังจะเจ๊ง อีกทั้งลูกอาอี๊อายุ 28 แล้ว ยังเรียนปริญญาตรีไม่จบ เอาแต่ไล่อึ๊บนักศึกษาเด็ก กินเหล้า สูบบุหรี่ เที่ยวผับ ขับรถเล่นไปวันๆ สามีอาอี๊ก็ไปมีเมียน้อยเด็กๆ อยู่กันคนละบ้าน อาอี๊ตอนนี้เลยอยู่กะลูกคนเดียวซึ่งกลับบ้านบ้างไม่กลับบ้าง และหมาอีก 4 ตัว

ผมไม่ได้อยากจะโฆษณาว่าตัวเองเป็นคนประเสริฐ เลิศล้ำ ผมเองก็ไม่ได้มีความอยากจะดูแลอาม่าเลย แค่เห็นหน้าก็เซ็งโคตรๆแล้ว เบื่อชีวิตตัวเองตอนนี้มากๆ เคยคิดจะไปเช่าหอพักข้างนอกอยู่ โดยไม่กลับบ้านเลย ก็ห่วงว่าเหยื่อรายต่อไปที่ต้องมาดูแลอาม่า ก็ไม่พ้นคุณแม่ของผมนั่นเอง ซึ่งแก่มากแล้ว และป็นคนที่อาม่าจงเกลียดจงชัง แม่ผมเป็นคนที่สูญเสียเงินมหาศาลไม่น้อยกับการดูแลอาม่า จ้างพี่เลี้ยง อีกทั้งค่ายาฉีด ยาเม็ด ที่แม่ผมควักเงินจ่าย ยาพวกนี้ผมขอหมอออกมาซื้อเอง ไม่ซื้อจากโรงพยาบาล (ยาเม็ดและยี่ห้อเดียวกัน ไปซื้อที่อนุสาวรีย์ขายเม็ดละ 10 บาท ที่สมิติเวชจะขายเม็ดละ 150 บาท ซึ่งขนาดซื้อข้างนอกแล้วยังตกเดือนละ 2 หมื่นบาท) ยาพวกนี้ไม่รวมกับค่ายาที่จ่ายในแต่ละครั้งที่ไปฟอกไตด้วยนะครับ อันนั้นผมจ่าย

มีอยู่ 2 ครั้งในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ที่ผมมีโอกาสเลือกที่จะหยุดความทรมานทั้งหมดให้จบลงได้

ครั้งแรก
มีวันนึงผมไปรับอาม่าที่โรงพยาบาล พอดีวันนั้นแว่บจากออฟฟิศได้ มาถึงอาม่ายังฟอกไตไม่เสร็จ ก็นั่งข้างๆเตียงรอ ในขณะที่รออยู่ ว่างมากก็เลยชวนอาม่าคุย ปรากฏว่าอาม่าหลับตา ไม่ตอบ เขย่าแขนขาก็ไม่ตอบสนอง ไม่รู้สึกตัว อาม่าหยุดหายใจ ไปตั้งแต่เมื่อไรก็ไม่รู้ ตอนนั้นตกใจก็ตกใจ แต่ไม่โวยวาย ผม pause ตัวเอง เหมือนในหนังโดยที่รอบๆตัวเองเคลื่อนไหวตามปกติ แล้วคิดในใจว่าเออ ถ้าอาม่าตายเราก็สบาย ลูกหลานไม่เดือดร้อนด้วย เงินก็เหลือบานแหละทีนี้ ผมคิดอย่างนี้จริงๆครับ เป็นความติดแรกที่เข้ามาในหัวและผมจำได้อย่างแม่นยำ แต่ 20 วินาทีต่อมา แบบไม่รู้ตัว ผมตะโกนเรียกพยาบาล ให้มาปั๊มหัวใจ 1 นาทีต่อมาอาม่าลืมตาได้ครับ หัวใจเต้นได้ปกติ

ครั้งที่สอง
ช่วงนั้นฤดูฝน คนเป็นหวัดกันงอมแงมทั้งบ้าน แน่นอน อาม่าติดเชื้อหวัดจากคนในบ้าน ตอนเกือบๆตีสามผมเพิ่งกลับถึงบ้านเนื่องจากที่ห้างฯ จะมี event ใหญ่มากๆ เลยต้องอยู่คุมงานจนดึก เมื่อเดินเข้ามาในห้อง ที่มืดสนิท ผมได้ยินเสียงอาม่าหายใจอยู่ ซึ่งผิดปกติเพราะอาม่าหายใจดังมากๆ หายใจแบบที่เรารู้ว่าอันตรายแล้วแน่ๆ เหมือนมีเสลดในคอ หายใจติดขัด แบบนั้นครับ อธิบายไม่ถูก แต่ผมรู้ในใจ ล้านเปอร์เซ็นต์อาม่าติดเชื้อแล้วแน่ๆ ผมเดินผ่านเข้าห้องไปที่เตียง ผม เปลี่ยนเสื้อผ้า เดินผ่านอาม่าออกมาอาบน้ำ โดยไม่แม้แต่เปิดไฟเพื่อดูว่าอาม่าเป็นไงบ้าง อาบน้ำเสร็จจะเข้านอน เปิดไฟแป๊บนึงเพราะจะเก็บของ เห็นอาม่านอนตาเหลือก มือถือไฟฉายอยู่ แล้วหายใจแบบตัวโยน คือหอบมากแล้ว (ตอนนั้นน้ำท่วมปอดอาม่าไปแล้ว เชื้ออะไรไม่รู้เข้าไปอยู่ในกระแสเลือด ซึ่งเป็นมาหลายวันแล้วแต่อาการไม่หนัก ผมถึงไม่สังเกตุ)

ผมปิดไฟ คลานขึ้นเตียงนอนต่อ โดยไม่ได้ถามอาม่าซักคำ นอนไปได้ 10 นาที ไม่หลับ เพราะอาม่าหายใจดังมากๆ อาม่าก็ไม่ได้เรียกผมหรือสั่นกระดิ่ง (ผมซื้อไว้ให้อาม่า วางไว้ข้างเตียง เพื่อเรียกผมเวลาจะไปฉี่ตอนกลางคืน เผื่อตะโกนเรียกแล้วผมไม่ตื่น) ครั้งนี้ผมเดินไปนั่งข้างเตียงอาม่า ถามว่าเป็นอะไร อาม่าไม่ตอบ ตายังคงเหลือก หายใจดังมากๆ ตัวเริ่มสั่นอย่างรุนแรงแล้ว อาม่าเป็นคนปากแข็ง ชอบบอกว่าเมื่อไรจะตายเสียที เพื่อเรียกคะแนนสงสารจากคนอื่นๆ แต่จริงๆอาม่ากลัวตายสุดฤทธิ์ ที่อาม่าตัวสั่นไม่ใช่เพราะหนาว แต่เป็นเพราะกลัวตาย อาม่ารู้ตัวว่าตัวเองผิดปกติ หายใจไม่ค่อยจะออกแล้ว ตัวร้อนมากๆ คืออาม่ารู้ตัวครับ ว่าตัวเองกำลังจะตายแน่นอน คนโบราณสอนอาม่าไว้ ว่าถ้ารู้ว่ากำลังจะตาย ให้ถือไฟฉายแล้วเปิดไฟทิ้งไว้ เหมือนกับไว้คอยส่องทางไปสวรรค์แบบนั้น อาม่าไม่ได้พูดให้เรียกรถพยาบาล หรือให้ไปหยิบยา หรือ เรียกให้คนอื่นที่บ้านมาดูแก อีกครั้งที่ผมสามารถนั่งเฉยๆดูอาม่าตัวสั่น ตาเหลือกจนอาม่ากลัวหัวใจวายไปเอง เพื่อผมจะได้สบาย ผมเดินไปลากเอาถังออกซิเจนมาใส่ให้อาม่า 30 นาทีผ่านไป อาการไม่ดีขึ้นแม้แต่น้อย แล้วเกิดอะไรขึ้นก็ไม่ทราบ ผมโทรเรียกรถพยาบาลมารับ 20 นาทีต่อมารถมาถึงบ้านพร้อมกับฝนตก หนักมากๆ แปลกมากที่หาร่มไม่ได้ซักคัน ผมวิ่งตากฝนไปเปิดประตูบ้านเพื่อให้รถเข้ามาได้ หน่วยฉุกเฉินพวกนี้เก่งมาก แป๊บเดียว ต่อท่อหายใจ ยกอาม่าขึ้นเตียง เอาขึ้นรถพยาบาล ก่อนปิดประตูรถ ผมเห็นอาม่ายื่นมือมาทางผมตอนกำลังขึ้นรถ เหมือนจะให้ผมขึ้นไปด้วย แต่ผมยืนนิ่งกลางสายฝนที่ตกกระหน่ำ ส่ายหัว ยิ้มให้แบบแห้งๆ แล้วก้มหน้า แล้วรถก็ออกไป แล้วคืนนั้นเรื่องวุ่นๆก็มีต่อจนถึงเช้าครับ ไม่ได้นอน แปดโมงเช้าเข้าออฟฟิศตามปกติ (งวดนี้แหละครับ ที่เสียไป หกแสนบาท)

หมายเหตุ


ผมไม่ได้ต้องการให้คนอื่นที่เข้ามาอ่านเรื่องนี้เห็นผมเป็นคนดี คนส่วนใหญ่จะเขียนแต่เรื่องดีๆของตัวเอง (ว่าไปแล้วเอ็นทรี่ต่อไปเขียนประจานเรื่องชั่วๆของตัวเองดีกว่า อุอุ) จริงๆแล้วผมอยากตีแผ่ ด้านมืด Dark Side of the Force ของผมมากกว่าซึ่งเป็นความจริง ถ้าผมเป็นคนดีจริง เมื่อรู้ว่าอาม่าหยุดหายใจ หรือติดเชื้อ ผมควรจะวิ่งแจ้นโทรเรียกรถพยาบาลมาตั้งแต่วินาทีแรกแล้วครับ ทุกวันนี้เวลาเห็นอาม่านั่งๆนอนๆอยู่ในห้องนอนของผม ผมจะหงุดหงิดขึ้นมาทันที ไม่อยากมอง ไม่อยากคุยด้วย เพราะอาม่าทำให้ผมทรมานสุดๆ แต่ผมก็ยังยิ้มให้อาม่าทุกครั้งเวลาคุย

ผมเคยคิดว่าทำไมอาม่าไม่ตายสักที เมื่อไรจะตาย รวมทั้งคิดพล๊อตว่าอยากให้อาม่าตายแบบไหนดี เพื่อที่เราจะได้วุ่นวายน้อยที่สุด แต่ไม่เคยแช่งครับ มีลูกชายอาม่า 2 คน ที่แช่งอาม่า อยากให้ตายไวๆ จะได้เอาเงินที่เหลือมาแบ่งกันซะที อาม่าเองปากก็บอกว่าอยากตายๆ แต่บางทีแค่ปวดขาขึ้นมา นั่งร้องไห้เสียงดังมากๆ โวยวายว่าขาเดินไม่ได้แล้วๆๆ ทุกๆ 5 นาที ผมว่าคนดีๆคงไม่ได้คิดแบบผมหรอก ผมเข้าข่ายเห็นแก่ตัวมากทีเดียวเชียวแหละ

ผมจะบ้าตายตอนอาม่าอึหรือฉี่ราดกลางดึก เพราะตกเอาอาม่ามาอาบน้ำใหม่ กลัวติดเชื้อ เช็ดทำความสะอาดที่นอน ที่พื้น ถอดผ้าห่ม ปลอกหมอน ผ้าปูเตียง ออกมาแช่น้ำ ซักมือ แล้วลงเครื่องซัก 2 รอบ ทั้งหมดจะกินเวลา เกือบๆ 2 ชั่วโมง ถ้าวันไหนท้องเสีย อึเป็นน้ำ ก็ไม่ต้องนอนครับ เช็ดอุจจาระกันจนเช้า แล้วทำตามตารางชีวิตด้นบนเหมือนเดิม อาม่าไม่ยอมใส่ผ้าอ้อม บอกใส่แล้วนอนไม่หลับ แต่ทุกวันอาม่าจะบอกว่ากลางคืนนอนไม่หลับเลย นั่งอยู่บนเตียงทั้งคืนเฉยๆ แล้วทำไมถ้านอนไม่หลับแล้ว ถึงไม่ใส่ผ้าอ้อมปล่อยให้ลูกหลานลำบากทำไมฟะ

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า
1. ขนาดมีลูก 4 คน หลานอีกเป็น 10 ลูกหลานคุณก็ยังมีสิทธิ์ที่จะเอาคุณไปทิ้งได้ตอนแก่
2. การมีโรคร้ายแรงแบบหัวใจวายเฉียบพลันเป็นโรคที่ทุกคนควรจะมีไว้ประจำตัว เพราะตายเร็วดี ลูกหลานไม่ทรมาน ชีวิตไม่บัดซบ ไม่ทำให้คนอื่นเดือดร้อนด้วย
3. ใครที่คิดไม่แต่งงาน อยากเป็นโสดจนตาย เที่ยวหาเด็กเอ๊าะๆไปวันๆ ตอนแก่มากๆ คุณจะทำอย่างไร ในเมื่อเงินมหาศาลยังไม่สามารถจ้างคนมาคอยเช็ดก้นให้คุณได้เลย แล้วเมื่อป่วยใครจะพาคุณไปโรงพยาบาล
4. พวกรักร่วมเพศ โฮโม คนกลุ่มนี้ในอนาคต คาดว่าได้นอนตายคนเดียวบนเตียงไม่มีใครรู้แน่นอน กว่าจะรู้ก็คือกลิ่นศพเน่าลอยออกมานอกบ้านแล้ว เพราะไม่มีลูก หรือแฟน แล้วญาติๆคงจะมาดูแลคุณหรอก นอกจากคุณจะมีเงินมหาศาล (สัจธรรมอันนี้ผมว่ามันต้องเกิดกับผมแน่นอน ทำใจไว้แล้ว)
5. การฟอกไตไม่ใช่การรักษาโรค แต่เป็นการชะลอความตายเอาไว้ โดยสูญเสียเงินมหาศาล เพราะต้องฟอกจนกว่าจะตายนั่นแหละ
6. คนที่ไตเสื่อม ไม่ทำงานเหมือนอาม่า สามารถเลือกที่จะไม่ฟอกไตได้ แต่ของเสียในกระแสเลือดจะเยอะขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งเลือดเป็นพิษ มาทำร้ายตัวเอง นอนดิ้นทุรนทุราย จนตายไปเอง ภายในไม่กี่อาทิตย์ (ผมไม่แน่ใจว่าระดับความทรมานแบบไม่ฟอกไต แล้วดิ้นทุรนทุรายจนตาย จะมากกว่าความทรมานที่ผมได้ตอนนี้หรือเปล่า)
7. ในกรณีที่อาม่าตายแล้ว ผมยังเหลือ พ่อ กับ แม่ ที่ต้องดูแลต่อครับ

ข้อสงสัย
1. ผมบาปหรือเปล่าที่บางครั้งคิดอยากให้อาม่าตายเหมือนกัน เพื่อให้ตัวเองพ้นทุกข์
2. ผมคงทำกรรมอะไรไว้ในชาติที่แล้วแน่ๆเลย (ใช่ข่มขืนผู้ชายหรือเปล่านะ)
3. จากสองโอกาส นาทีทอง ที่มีสิทธิ์ปล่อยให้อาม่าตาย ไปต่อหน้าต่อตา ถ้าผมทำจริง แบบนี้ถือว่าบาปมั๊ยนะ ใครชำนาญเรื่องการถกเรื่องธรรมะ ชำระพระไตรปิฎก ช่วยตอบด้วย

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

1. คนเราล้วนมีสองด้านทั้งนั้น
2. การคิดแบบข้อ 2 ก็เป็นการปลอบใจตัวเองที่ดีอย่างหนึ่งค่ะ
3. คงเพราะคุณมนุษย์เป็นคนดีมั้งค่ะ (ขอค่าชมด้วยค่ะ ขอฟรีไม่มีในโลกนะคะ อย่าลืม)

อ่านแล้วรู้สึกเหนื่อยแทนเลยค่ะ คงบอกได้แค่ประโยคเดิมๆว่า ขอเอาใจช่วยก็แล้วกันนะคะ

#1 By ป้าหมู on 2007-06-05 15:14

ไม่บาปหรอกมั้ง
มันเป็นกรรมของคนนั้น
สุดท้ายมนุษย์ทุกคนก้อต้องตายอยู่ดี
ใจคนนั้นยากแท้หยั่งถึงค่ะ เห็นยิ้ม ๆ แต่ข้างในคิดอะไรก็ไม่รู้ เป็นเหมือนกัน ไม่ได้ดีอะไรนักหนา (จริง ๆ) จากข้อสงสัยทั้ง 3 ข้อ คือ อย่าคิดมากเลย ฟิดเนต ออกกำลังกาย รักษาสุขภาพเท่าที่ทำได้ดีกว่า เคยเขียนบอกไว้แล้วว่า เดี๋ยวก็ดีขึ้นแหละ (ก็คงไม่ต้องบอกหรอกนะว่าทำไมถึงพูดแบบนี้) แต่การดูแลคนป่วยสภาพแบบนี้นับเป็นอะไรที่แสนทรมาน เชื่อมั้ยว่า คนที่เม้นท์อยู่นี่ไม่เคยคิดอยากจะมีชีวิตอายุยืนนานแบบนั้น เพราะจะทรมานคนอื่นเอาได้ (นี่ก็จริง ๆ) ... เดี๋ยวก็ดีขึ้นค่ะ ตอนนั้นคงจะติดปีกแล้วมั้ง และก็ยังเหลืออีกด่านนึงนะ ทีนี้คนที่เรารักด้วยล่ะ ดูแลให้ดีที่สุดนะคะ

#3 By tungmay on 2007-06-05 16:10

เป็นกำลังใจให้ค่ะ เพราะมีชีวิตที่ต้องดูแลบุพการีคล้ายๆกันเลย ตัวเองยังไม่ค่อยจะรอดเล้ย ต้องมาดูแลผู้อื่น เบื่องานจะตายชัก อยากลาออก แต่ถ้าออกแล้วคนแก่ที่เดินไม่ได้ที่บ้านจะเอาอะไรกิน ค่าผ้าอ้อมผู้ใหญ่ก็ไม่ใช่ว่าถูก ค่ายาเหมือนกันซื้อร้านขายยา 50บาท ซื้อโรงพยาบาลเม็ดละ200 มิน่าถึงมีปัญญาจ่ายเงินเดือนหมอ เดือนละหลายแสนต่อคน

#4 By สาวเหนือ (203.146.176.242) on 2007-06-05 16:26

ถือว่าทำบุญใส่ตัวเหอะฮ่ะ
เผื่อผลบุญเหล่านี้จะช่วยไล่ไอ้พวกลิ้นสองแฉกแถวๆออฟฟิศคุณให้ไปพ้นๆ

โธ่....ไม่ใช่มีแค่คุณหรอกฮ่ะที่อยากให้ตัวปัญหาไปๆจากชีวิต
ข้าพเจ้าก็เป็นฮ่ะ เพราะโคตรเบื่อเลย
แต่การไปฟิตเนสนี่คุ้มน่ะฮ่ะ ทั้งได้ยกอาม่าและเจอหนุ่มๆด้วย
เข้ามาอีกรอบค่ะ ถึงคนเราจะมีด้านมืด แต่หยิบยื่นสิ่งที่ดี ๆ ให้กัน ก็ยังทำให้มีกำลังใจมากมายนะคะ ลืมบอกว่าเป็นกำลังใจค่ะ

#6 By tungmay on 2007-06-05 16:50

ชีวิตช่วงนี้น่าเห็นใจมากครับ จริงแล้ว ชีวิตผมเทียบกับคุณมนุ๋ย์ในกล่องแล้ว ชีวิตผมสบายกว่าหลายเท่าตัวนัก แต่ก็ไม่แน่หรอก ผมยังเหลือเวลาในชีวิตอีกเยอะ (ถ้าไม่ตายแบบด่วน) ก็อาจจะต้องเจอเรื่องแบบนี้ได้ แต่ที่แน่ ๆ คือ ผมจะไม่แต่งงาน จะไม่มีลูก ถ้าจะตายคนเดียวก็ยอม เพราะผมไม่กลัวเหงาเพราะการอยู่คนเดียวอยู่แล้ว และก็ไม่กลัวจะไม่มีคนเลี้ยงด้วย

สิ่งที่คุณคิด คุณทำนั้น จะว่าผิดก็ไม่ผิดหรอกนะ เพราะว่าคนเรามันสีเทา ๆ ไม่มืดไม่สว่าง ใครที่อยู่ในฐานะเดียวกับคุณ ก็มีโอกาสที่จะคิดอย่างนั้นได้ และที่อาม่ายังไม่ไปเสียที ก็เป็นเพราะยังไม่ถึงอายุขัย

ผมหวังว่าคุณจะอดทนต่อไปนะครับ ไหน ๆ ก็ทำมาถึงขนาดนี้แล้ว อย่าให้ความคิดชั่วแล่นนั้น มาบั่นทอนกรรมดีซึ่งคุณได้สร้างไว้แล้ว ทำดีแล้ว จงทำให้ตลอดรอดฝั่ง

ถ้าถามว่าสิ่้งที่คุณคิดและทำนั้น บาปไหม บาปแน่นอน แต่เป็นระดับไหนนั้น คงไม่หนักหนามาก เพราะคุณเพิ่งจะคิด แต่คุณคิดเพราะคุณกลัว คุณลังเล แต่ท้ายที่สุด คุณก็เลือกที่จะช่วยชีวิตอาม่า ซึ่งก็ถือว่าคุณยังไม่ได้ลงมือทำให้เด็ดขาด เลยไม่บาปมาก แต่กรรมดีที่คุณได้ทำนั้น คุณทำมันแล้ว และคุณจะได้รับผลของการทำดี

เรื่องที่ต้องมาลำบากอย่างทุกวันนี้ ก็เพราะผลกรรมที่ทำมาในอดีตนั่นแหละครับ

ผมเชื่ออย่างนี้นะ ผมเชื่อเรื่องกฏแห่งกรรมมาก ๆ

ถ้าเกิดแก่ไปแล้ว ยังไม่มีเพื่อน มานั่งเล่นเกมด้วยกันก็ได้นะครับ ตอนนั้นผมก็คงจะอิสระเสรีของผมต่อไป

สุดท้ายก็ขอเป็นกำลังใจให้ครับ คุณทำมาได้ขนาดนี้แล้ว อดทนต่อไปครับ

#7 By เจ้าชายน้อย on 2007-06-05 16:51

ป้าหมู : ใครแก่กว่ากัน กันแน่เนี่ย ขอบคุณที่ให้กำลังใจและชม ถึงแม้จะไม่ฟรีก็เถอะ ตอนนี้เหลือแต่ตัวกับหัวใจ จะเอามั๊ยครับ

เด็กอมยิ้ม : ขอบคุณที่บอกไม่บาป เดี๋ยวคืนนี้เอาหมอนอุดจมูก อุดปากอาม่าเลยดีกว่า

ตังเม : ไหนๆคนเราไม่รู้จะตายเมื่อไร เรามาออกกำลังกายให้แข็งแรงกันเถอะ คนที่ยังอยู่รอบๆจะได้ไม่ทรมาน อยู่กับบล๊อคผมนานๆด้วยนะครับ
คุณมีความพยายามสูงส่งมาก นึกอะไรได้ก็มาเม้นท์ ชอบๆ good energy
สาวเหนือ : ชะตาชีวิตเหมือนกันเลย ขอเป็นกำลังใจให้คุณสาวดาวเหนือด้วยครับ

คุณสเปิร์ม : อยากได้หนุ่มหล่อๆมั๊ยล่ะ จัดให้

คุณเจ้าชายน้อย : ใครไปทำอะไรให้หัวใจขอคุณบอบช้ำครับ ถึงไม่ยอมแต่งงาน มีลูก แบบว่ามั่นใจมากๆ

เขินนะ คุณเจ้าชายน้อยชวนออกเดท เล่นเกม ตอนแก่ ขอเปลี่ยนเป็นดูหนัง ณ ปัจจุบันได้มะ

#8 By มนุษย์กล่อง on 2007-06-05 17:25

คิดเหมือนกับคุณ comment#1 ข้อ 1 ค่ะ
(ไม่มีความคิดเป็นของตัวเองรึไงฟระ)


ถือได้ว่าคุณมนุษย์ในกล่องเป็นคนโชคดีนะคะ ที่มีโอกาสได้ดูแลปรนนิบัตบุพการี
(อีกไม่นานเราก็จะอยู่ในลักษณะเดียวกับคุณนี่แหละ เป็นหลานคนเดียวที่ย่ายอมให้เข้าใกล้ ได้รับคำสั่งเสียจากท่านย่ามาแล้ว "ถ้าย่านอนเจ็บเมื่อไหร่ เอ็งมาเช็ดขี้ย่าด้วย" ภูมิใจค่ะ)

#9 By |:| ShaKo |:| on 2007-06-05 19:05

ตารางชีวิตแน่นเอี๊ยด น่าจะทำให้ร่ายกายทรุดง่ายๆ รักษาสุขภาพไว้นะ
เคยต้องดูแลอาม่าเหมือนกัน แต่ไม่ได้มากขนาดนี้เป็นเพราะอาม่าไม่ได้เป็นโรคไต เพียงแค่ตามองไม่เห็น และโชคดีที่อาม่ายังฟังกันบ้าง แม้ว่าอาม่าจะดื้อไม่ค่อยจะทำตามในบางครั้ง
ไม่มีใครดีหรือเลวสุดขั้ว แล้วการที่ยอมรับว่าตัวเองไม่ดี ก้อน่าจะถือได้ว่ายังใฝ่ดีมากกว่าชั่ว แต่ถ้าให้ดีต้องพยายามเลิกคิดไม่ดีอย่างที่เคยทำ 2 ครั้งซะ ในทางธรรมะเค้าว่าเจตนาสำคัญกว่าการกระทำ ถ้าเจตนาดี ถือเป็นกรรมดีได้บุญ เจตนาไม่ดีถือเป็นกรรมชั่วได้บุญน้อย หรือไม่อาจจะได้บาปแทน
ผ่านเวลาช่วงนั้นมาแล้วถือว่าดี ที่ไม่ได้ทำลงไป ต่อไปอย่าคิดแบบนั้นอีกเลยมันบาป น่าจะคิดซะว่าการที่ได้ดูแลเลี้ยงดูบุพการีถือว่าเป็นโอกาสดีที่เราได้ทดแทนบุญคุณและได้บุญด้วย และเป็นบุญที่ใหญ่ด้วยนะ..
ย้ำอีกครั้งเจตนาสำคัญที่สุด ให้ตั้งใจปรนนิบัติท่านด้วยความเต็มใจและตั้งใจ อาจจะส่งผลให้คุณได้คนข้างกายอย่างที่ต้องการ ถ้าอานิสงส์แรงพอ หรือไม่ก้อเป็นชาติหน้า เพื่อนยังช่วยเพื่อนเสมอ

#10 By ตุ้มเป๊ะ on 2007-06-05 21:20

แวะมาบอกบลอกของคุณธรรมะเค้าเขียนถึงกุศลของการกตัญญูกตเวทีhttp://dharma.exteen.com/20070604/entry

#11 By ตุ้มเป๊ะ on 2007-06-05 21:44

ตอบคุณในกล่อง

โอ๊ะ ถ้าเป็นในฟิตเนสนี่ไม่ไหวฮ่ะ เพราะไม่ชอบกล้ามใหญ่ๆ แต่ถ้าเป็นแบบคีนูรีฟ ก็น่าสน
Shako : คุณย่าโหดร้ายจัง บังคับให้เช็ดอุจจาระเสียแล้ว แต่ก็ดีฝึกไว้ ตอนมีลูกเป็นของตัวเอง จะได้ชำนาญเวลาได้เช็ด อุจจาระ ปัสสาวะ อ้วก เหงื่อ และน้ำตาน้อยๆของคุณลูก

ตุ้มเป๊ะ :
1. ขอบคุณที่เป็นห่วงสุขภาพของผมครับ
2. ต่อไปผมจะไม่คิดชั่วๆอีกแล้วครับ เหมือน 2 ครั้งที่ผ่านมาค้าบ
3. ทราบแล้วจดจำไว้แล้วค้าบบ "เจตนาสำคัญกว่าการกระทำ" ค้าบบ ไม่อยากได้บาปจากเจตนาชั่วๆแล้วค้าบ
4. ต่อไปผมจะไท่คิดชั่ว สร้างบาปอีกแล้วค้าบ (เว้นแต่เผลอ ฮุฮุ) ...ค้าบ... จะเลี้ยงบุพการีต่อไปค้าบบ
5. ต่อไปจะเต็มใจตั้งใจเลี้ยงดูด้วยค้าบ จะได้มีคนข้างกาย มีอานิสงข์ดีๆค้าบบ (อยากได้ปฟนชาตินี้ครับ)
6. link ที่ให้มาสุดยอดมากครับ ก๊อปปี้ใส่ MS word เรียงจัดย่อหน้าใหม่ พิมพ์ออกมา 2 ชุด แปะไว้หัวเตียง กับหน้าห้องนอนแล้วด้วยครับ ซึ้งมาก อ่านแล้วบรรลุระดับหนึ่ง
(กรี๊ด ทำไมคุณตุ้มเป๊ะ วันนี้มาโหมดโหดได้ว้าา (Furious and Rampage Mode) น่ากลัวจนอวัยวะหดหมดแล้ว ใครก็ได้ช่วยด้วยยย นี่ขนาดยังไม่ได้เจอด่าตัวต่อตัวนะเนี่ย )

#13 By มนุษย์กล่อง on 2007-06-05 22:34

การมีด้านมืดในใจก็เป็นสิ่งปกติที่คนจะพึงมีนะครับ ผมว่คงไม่ได้แปลกไปจากคนอื่นทั่วๆไปเท่าไรนัก (แน่นอนว่าผมเองก็ด้วย)

เรื่องของคุณมนุษย์กล่องนี่ผมอ่านแล้วยังเหนื่อยแทน แต่คุณมนุษย์กล่องก็บอกเองนี่ครับว่าความกตัญญูกตเวทีเป็นสิ่งที่ดี ผมว่าสิ่งนั้นก็ย้อนกลับมาทำให้เจริญในด้านอื่นๆนะครับ ถึงจะเหนื่อยก็ขอให้อย่าท้อนะครับ น่าชื่นชมมากๆเลย

#14 By Life Goes On on 2007-06-05 22:35

คุณอสุจิ : จะว่าไปผมหน้าและหุ่นเหมือน keanu นะ จริงจี๊ง (ขอไปตัดผมก่อน แล้วค่อยนัดเจอกัน) ฮุฮุ

#15 By มนุษย์กล่อง on 2007-06-05 22:36

คุณมนุษย์ในกล่องต้องมีเวรมีกรรมร่วมกับอาม่าแน่ ๆ ค่ะ

ถ้าหนูเจอสภาพเหมือนคุณมนุษย์ในกล่องหนูคงหดหู่ตายร้องไห้วันละ 8 เวลา
ส่วนที่ว่าบาปหรือเปล่าหนูว่าคงบาปนะคะ แต่ว่าก็อาจจะเป็นกรรมของอาม่าของคุณ แต่ความรู้สึกนิ่งไป 20 วินาที (กรณีแรก "20 วินาทีต่อมา") เนี่ย หนูเชื่อว่าใครที่เจอเหตุการณ์ลักษณะนั้นคงเป็นหมด ถ้าไม่ได้กรี๊ดบ้าไปก็จะนิ่งไป เพราะจิตใจเราคงสับสน
- หนูเคยเป็นแบบนี้ 2 ครั้ง แต่หนูไม่ใช่ 20 วิ จะเล่าว่า แม่ที่รักของหนู เป็นไข้จนชักมาแล้ว 2 ครั้ง ครั้งแรก หนูอยู่ ม.6 หนูก็ช็อคไปเลยพอรู้ว่าแม่เข้าห้อง ICU (สลบในรถเมล์ กระเป๋ารถเมล์พาส่ง ร.พ.) หนูช็อค มันไม่หมดสตินะ แต่ว่าตื้อแล้ว ใครลากไป ก็ไป คือถ้าขึ้นรถเมล์วันนั้นหนูคงไปตายแถวไหนแล้วไม่รู้

ครั้งที่ 2 ต.ค. ที่แล้ว แม่ของหนูชักไปแล้ว พี่สาวมันมีสิตเกินเหตุ เรียกหนูแบบธรรมดามาก หนูเลยนึกว่ามันจะเรียกไปใช้งาน มันเรียกอยู่ประมาณ 5 รอบ รำคาญเลยเดินไปดู แม่ชักตาตั้ง(อยู่ในท่านั่ง)แล้วครับท่าน หนูนะอึ้งได้แต่นั่งลงมองแม่ชัก ส่วนพี่สาววิ่งไปเรียกรถแทกซี่ จนแม่เริ่มเอน หนูสติกลับเลย พยายามทุกทางไม่ให้แม่เอนเพราะแม่สบัด กลัวหัวแม่กระแทกผนัง แรงมาจากไหนไม่รู้ หนูเริ่มร้องไห้ + พยายามใช้เท้าเขี่ยโทรศัพท์ที่ใกล้ที่สุด (โทรศัพท์มือถือของแม่ เพราะมือถือหนูมันอยู่อีกห้อง) เพราะต้องใช้มือพยุงตัวแม่ พอเขี่ยมาได้ หนูก็กดโทรหาป๋า แล้วกรี๊ด ๆ แบบบ้าไป (พูดไม่รู้เรื่อง) โชคดีแท็กซี่มา แม่ไปกับพี่ หนูกราบพี่แท็กซี่ไปหลายรอบ พอแม่ขึ้นรถไป หนูก็ยกเงินในกระเป๋าเงินทั้งหมดที่หนูมี (2-3 หมื่น) ให้พี่สาวไปเลย พอได้สติอีกที หนูก็ร้องไห้ไปอีก 2 ชม. แบบสุด ๆ แล้ว ที่สุดแล้ว ไม่ไหวแล้ว (ปล. ก่อนแม่ชัก หนูเพิ่งทะเลาะกับแม่ไง)

หนูแค่จะบอกว่าในแว็บแรก คนเรามักจะนิ่งก่อนที่จะตัดสินใจทำอะไรสักอย่าง บางทีคุณมนุษย์ในกล่องอาจจะไม่ได้อยากปล่อยให้อาม่าตายไปต่อหน้าก็ได้ บางทีคุณอาจเหมือนหนูที่อยู่ในภาวะจิตหลุด หนูคิดอย่างนั้นจริง ๆ นะ เชื่อว่าคนที่เคยเจอเหตุการณ์คล้ายกันอย่างนี้ ก็น่าจะเคยเป็น แต่ภาวนาว่าอย่าเกิดขึ้นอีก มันน่ากลัวมาก บางทีหนูอาจจะหัวใจวายตายไปเลยก็ได้ ตอนนี้ไม่กล้าทะเลาะกับแม่แล้ว พยายามมาก ๆ กลัว เล่าไปก็อยากร้องไห้

โว้ว ไรเนี่ย ยาวมาก
พอดีวันนี้หนูจิตหลุดนะคะ เรื่องเรียน เครียด ๆ เลยมาหลุดต่อในบล็อกอีก
ปล. ที่ร้องไห้ ไม่ได้เสียดายเงินนะ กลัวเดี๋ยวมาทักเรื่องนี้
ข้อสงสัยผมคงไม่ตอบแยกข้อ แต่ขอตอบรวมๆ นะครับ ว่า "ไม่บาป" เพราะสุดท้ายแล้วคุณได้กระทำในสิ่งที่ดีลงไป กรรม คือการกระทำ ครับ แต่ถ้าคุณปล่อยไปให้อาม่าตาย นั่นบาปแน่นอนครับ

ชีวิตคุณลำบากกว่าผมมากเลยทีเดียว ยังงัยก็ขอเป็นกำลังใจให้ครับ เหนื่อยแทนเลยอะ ส่วนตอนแก่ ผมอาจไปเล่นเกมเป็นเพื่อนด้วยเช่นกันครับ

#18 By หนุ่มชุดดำ on 2007-06-05 23:17

สงสัยวันนี้เอนทรี่นี้ได้เม้นท์ทำลายสถิติแน่เลย
อยากจะบอกให้พุทธศาสนิกชนคนไทยได้เข้าใจกัน ( ไม่ได้เชี่ยวชาญแต่คิดว่าเข้าใจไม่ผิด ) ทุกอย่างที่กระทำลงไปไม่ว่าจะเป็นทางกาย/วาจา/ใจ ถือว่าเป็นกรรมทั้งนั้น แต่จะแบ่งเป็นกรรมดีหรือชั่วก้อขึ้นอยู่กับเจตนา อะไรที่ทำไปแล้วไม่มีการย้อนกลับไปแก้ไขได้ ทำแล้วทำเลยและไม่สามารถชดเชยหรือแก้ไขด้วยการทำกรรมดีได้ในภายหลัง แต่กรรมดีที่ทำในภายหลังสามารถที่จะทำให้กรรมชั่วไล่ตามคุณไม่ทันได้ หรือช่วยทำให้เหตุการณ์เลวร้ายที่อาจจะเกิดขึ้นลดลง เข้าข่ายผ่อนหนักให้เป็นเบา
การทำดีแม้เป็นเรื่องเล็กแต่ถ้าเจตนาดีแน่วแน่ จะให้ผลดีมากกว่าทำดีเรื่องใหญ่แต่เจตนาแค่เบาบาง
ใครหลายคนอาจจะคิดว่าทำกรรมดีไม่เห็นจะมีอะไรเกิดขึ้น.... ลองคิดดูใหม่เวลาคุณได้ทำอะไรดีๆๆ กับใครก้อตาม มีใครรู้หรือไม่รู้ก้อดี ขอถามว่าณ.ตอนนั้นคุณรู้สึกอย่างไร ..... อิ่มเอิบรู้สึกดีใจที่ได้ทำ รู้สึกหน้าบาน..... ถ้ารู้สึกแบบนี้นั้นแหละที่เค้าเรียกว่ากรรมดีได้ตอบสนองคุณแล้วในเบื้องต้น อะไรก้อตามทำแล้วไม่สบายใจ นึกถึงทีไรแล้วหดหู่... นั้นแหละกรรมชั่ว นึกถึงกี่รอบก้อหดหู่ จิตใจไม่เบิกบาน ......

#19 By ตุ้มเป๊ะ on 2007-06-05 23:45

อ่านเรื่องราวของชีวิตพี่มนุษย์ในกล่องแล้ว ผมว่าตอนคุณแม่ผมเป็นมะเร็งแล้วผมต้องดูแลเนี่ย มันเป็นช่วงเวลาที่หนักหนาสาหัสเอาการในชีวิตผมแล้วนะ เจอเรื่องราวของพี่แล้ว ยังไม่ถึงครึ่งหนึ่งเลยมั้ง เฮ้อ...

สู้ ๆ ครับ เป็นกำลังใจให้ครับ แต่ผมเชื่อนะครับ ว่าความดีที่เรากระทำให้บุพการีนี่จะส่งผลต่อชีวิตอย่างรวดเร็วมาก ๆ เลยครับ ทำดีไว้เถอะครับ ผลกรรมดีจะตามแบบติดจรวดมาในเร็ววัน
Life goes on : ขอบคุณครับที่ให้กำลังใจครับ ดีใจสุดขีด (เมื่อไรจะถ่ายรูปด้านหน้า อัพเดทลง profile ครับ เห็นแต่ด้านหลัง ตื่นเต้นๆ)

น้องฟ้า ภราดร :
1.เรื่องราวคุณแม่ของน้อง ดุเดือดมาก
2. อาการชักนี่เกิดจาก "โรคลมบ้าหมู" หรือเปล่าครับ คนที่บ้านก็เป็น
3. ทำไมกระเป๋าเงินคุณน้อง มีเงินเยอะม๊ากมาก
4. น้องฟ้า อย่ากรี๊ดบ่อยสิครับ จากเม้นท์ของน้อง 3 ย่อหน้าเท่านั้น มีการกรี๊ด จิตหลุด ร้องไห้ เยอะมาก ผมก็กลัวนะ (กลัวตัวเองกรี๊ดต่อหน้าธารกำนัล แล้วคนจับผิดได้)
5. ขอชมน้องฟ้าด้วยว่า เก่งมั่กๆ อายุยังน้อย จ้อย ขนาดกรี๊ด ร้องไห้+ขี้มูกไหล ยังใช้ตีนเขี่ย ตวัดโทรศัพท์ขึ้นมาโทรหาคนช่วยได้ ทำได้ไงนะ เพราะอีกมือจับคุณแม่อยู่ อันนี้เรียกมีสตินะครับ
6. คุณน้องกับคุณแม่ ควรพากันออกไปเที่ยวนอกบ้านด้วยกันเยอะๆครับ ช้อปปิ้งก้ได้ ออกกำลังกายก็ดีครับ สร้างความสัมพันธ์ + แก้โรคเครียดได้ (ผมเดาว่าถ้าการทะเลาะกันแล้วคุณแม่ชักเนี่ย เกิดจากความเครียดสะสม)

หนุ่มชุดดำ : มีหนุ่มหล่อชวนเดท เล่นเกมตอนแก่อีกแล้ว ดีใจสุดฤทธิ์ ตอนนั้นไม่รู้ยังกดปุ่ม "ฮาโดเคน" "โชริวเคน" ถูกหรือเปล่าเนอะ (จริงๆชีวิตผมก็ไม่ได้ลำบากอะไรมากมายมหาศาลครับ เวลาตีแผ่เรื่องจริงผ่านจอเนี่ย มันเลยดูเศร้า หม่นมอง ยังมีคนลำบาก รันทด ทรมานกว่าผมเยอะ)

ตุ้มเป๊ะ : ชอบคับ เม้นท์เยอะๆ นึกอะไรได้มาเม้นท์เพิ่ม การได้อ่านความคิดคนอื่น ถือว่าประเสริฐล้ำ ได้ประสบการณ์ชีวิต เรื่องบุญ บาปกรรมนี่ผมเชื่อมากๆนะครับ ถึงได้ถามไงว่ามันบาปมั๊ยเนี่ย กลัวผลกรรมตามมาในชาตินี้ ก่อนผลบุญ ตอนนี้ผมมี "ความกตัญญูชั้นประถม" แล้วครับว่ามั๊ย ขอบคุณที่บอกว่าคนทำดีย่อมได้ดี มีบางครั้ง faith ในเรื่องนี้ของผมหายไป

#21 By มนุษย์กล่อง on 2007-06-06 09:02

Casper Van Dien : ทำดีมาหลายปีแล้ว ทำไมยังไม่มีแฟนว๊า (ของแสดงความเสียใจเรื่องคุณแม่เป็นมะเร็งด้วยครับ)

#22 By มนุษย์กล่อง on 2007-06-06 11:59

1.เรื่องราวคุณแม่ของน้อง ดุเดือดมาก
- ที่บ้านมักมีเรื่องแปลก ๆ เสมอค่ะ ไม่รู้ทำไม (หรือหนูคิดไปเอง ก็ไม่น่าใช่) แต่ก็ฝึกให้อดทนมากขึ้นค่ะ
2. อาการชักนี่เกิดจาก "โรคลมบ้าหมู" หรือเปล่าครับ คนที่บ้านก็เป็น
- เปล่าค่ะ แต่แม่เคยไข้ขึ้นจนชักตั้งแต่เด็ก (ยายบอก) หมอเลยวินิจฉัยว่า แม่หนูมีรอยชักในประสาท(เรียกว่ารอยหรืออะไรสักอย่างหนูจำคำไม่ได้) ถ้าไข้ขึ้นแบบนี้อีก ก็มีสิทธิชักอีกเรื่อย ๆ และอาจจะเป็นลมชักได้เลย ซึ่งน่ากลัวมาก
3. ทำไมกระเป๋าเงินคุณน้อง มีเงินเยอะม๊ากมาก
- นั่งกระเป๋าเงินทั้งชีวิตของหนู (คนอื่นอาจเก็บในกระปุก แต่หนูเก็บในกระเป๋า)
4. น้องฟ้า อย่ากรี๊ดบ่อยสิครับ จากเม้นท์ของน้อง 3 ย่อหน้าเท่านั้น มีการกรี๊ด จิตหลุด ร้องไห้ เยอะมาก ผมก็กลัวนะ (กลัวตัวเองกรี๊ดต่อหน้าธารกำนัล แล้วคนจับผิดได้)
- เดี๋ยวนี้ไม่ค่อยกรี๊ดแล้วค่ะ นิสัยหนูเปลี่ยนค่อนข้างมาก เพราะปีที่แล้วนี่มีเรื่องสะเทือนใจเยอะมาก มันปลงตกอ่ะค่ะ
5. ขอชมน้องฟ้าด้วยว่า เก่งมั่กๆ อายุยังน้อย จ้อย ขนาดกรี๊ด ร้องไห้+ขี้มูกไหล ยังใช้ตีนเขี่ย ตวัดโทรศัพท์ขึ้นมาโทรหาคนช่วยได้ ทำได้ไงนะ เพราะอีกมือจับคุณแม่อยู่ อันนี้เรียกมีสตินะครับ
- แฮะ ๆ ๆ.... ค่ะ
6. คุณน้องกับคุณแม่ ควรพากันออกไปเที่ยวนอกบ้านด้วยกันเยอะๆครับ ช้อปปิ้งก้ได้ ออกกำลังกายก็ดีครับ สร้างความสัมพันธ์ + แก้โรคเครียดได้ (ผมเดาว่าถ้าการทะเลาะกันแล้วคุณแม่ชักเนี่ย เกิดจากความเครียดสะสม)
- ค่ะเครียด + ไข้ขึ้นอย่างกระทันหัน และท้องว่างค่ะ

อยากเตือนคนที่ดื้อ ว่า ถ้ารู้ตัวว่าไม่ค่อยปกติ (เหมือนจะเป็นไข้ ปวดหัว ตัวร้อน) อย่าปล่อยให้ท้องว่าง (ขยันเกินเหตุจนไม่กินข้าว) เพราะว่า ถ้าอยู่ดี ๆ ไข้ขึ้นสูง จะหมดสติแล้วชักได้ค่ะ แล้วใครเตือนอะไรก็ฟังบ้าง เพราะว่าเป็นอะไรขึ้นมามันน่ากลัวกว่าที่คาดไว้มาก ๆ หนูอ่ะ ไม่กล้าเถียงเรื่องสุขภาพกับใครอีกเลย ใครเตือนอะไร ฟังและระวังตลอด

และขอบตุณคุณมนุษย์ในกล่องมากค่ะ ถ้าหนูมีอะไรคับข้องใจก็จะมาบ่นในบล็อกนี่แหละค่ะ (ปรึกษาทางบล็อก 55) เพราะอาจจะมีประโยชน์กับคนอ่านบ้าง ไม่มากก็น้อย หรือไม่มีเลย เอิ๊กๆ
เปลี่ยนไปกินติ่มซำกันก่อนไหมครับ ผมสัญญากับน้องหนุ่มชุดดำอยู่เหมือนกัน แต่ยังไม่ว่างเลยอ่ะ 555

เรื่องที่ว่ามีใครทำให้เจ็บช้ำ ไม่มีหรอกครับ มีแต่ทำให้คนอื่นเค้าเจ็บ (เรื่องจริง ไม่ได้โม้ - นึกถึงเสียงสมรักษ์ประกอบไปด้วยครับ)

ซึ่งที่ไม่อยากแต่งงาน เพราะมีลูก เพราะรู้ว่าชีวิตข้างหน้ามีแต่ความทุกข์แน่ ๆ ขออยู่แบบนี้ไปจนตายดีกว่า ไว้มีเวลาเหมาะ ๆ จะมาเล่าแนวความคิดนี้ให้อ่านกันให้รู้กันให้ทั่วทั้งบางเลยครับ

#24 By เจ้าชายน้อย on 2007-06-06 16:46

เจ้าชายน้อย : ชายสี่หมี่เกี๊ยวก็จะไปกินด้วยครับ อะไรก็ได้ (เอาใกล้ๆเอกมัย ทองหล่อ หรือสยามนะ ไปสะดวกกว่า) จะอดข้าวรอจนกว่าจะไปจริง

#25 By มนุษย์กล่อง on 2007-06-06 17:07

เลือกเอาครับ
จะให้ความรู้สึกด้านไหนชนะ
แต่ผมว่าถ้าปล่อยไปแล้วมาเสียใจทีหลังทั้งชีวิตก็ไม่น่าจะใช่ในสิ่งที่คุณต้องการ
เอาเป็นว่าทำให้ดีที่สุดเถิดครับ
คิดดี-พูดดี-ทำดี-แค่นี้ได้ดีแน่นอน

#26 By Under Construction on 2007-06-06 22:01

คุณ โอเช scumman : ต่อไปผมจะ คิดดี - ทำดี - พูดหมาๆให้น้อยลงครับ

#27 By มนุษย์กล่อง on 2007-06-06 23:34

อ่าน แล้ว เครียด ดี นะครับ

เรื่องผมทุกเรื่องที่เคยเจอมันเล็ก เหลือเกิน...

ปล. เหรียญมีสอง หน้าจมูก มีอันเดียว ต่ ยังมีสอง รู

คนเราก็ อยากชั่วบ้าง ใช่ไหม ครับ

#28 By T o' M @ ZZ u ครับ on 2007-06-07 11:05

อืม.
คุณปู่เราเสียไปนานแล้วหลังจากฟอกไตไม่กี่วัน
ทุกวันนี้ เราก็ไม่ได้ทำงานประจำ
ดูแลคุณย่า ถึง 2คน 87 กับ 86 ปี
มีคุณป้าคนโตเป็นโรคประสาท หาหมอทุกอาทิตย์
คุนป้าคนรองเป็นมะเร็ง
กับคุณพ่อพูดกันล่าสุดเมื่อไหร่ยังจำไม่ได้เลย...
เราเข้าใจเลยแหละ เราเข้าใจ
แต่มีความสุขดีนะที่ได้ดูแล
และจะทำให้ดีที่สุด.

#29 By รายละเอียดที่หายไป (58.9.128.200) on 2007-06-10 20:19

tomazzu : ผมอยากเป็นคนชั่วครับ อย่าลืมครับว่า 1 แท่งมี 2 ลูก

รายละเอียดที่หายไป : คุณเป็น wonderwoman หรือเปล่าเนี่ย ขนาดผมดูอาม่าคนเดียวยังเกือบไม่รอดแน่ะ ของคุณมีคุณย่า 2 แล้วคุณป้าอีก ยังไงก็รักษาสุขภาพเอาไว้ก่อนนะครับ ถ้าเราเป็นอะไรไปคนแก่จะเดือดร้อน

#30 By มนุษย์กล่อง on 2007-06-11 10:43

ขอบคุณคะ..."พี่มนุษย์ในกล่อง"
ว้าว.
มีกำลังใจ..
ฮึดกันอีกสักตั้ง.

#31 By รายละเอียดที่หายไป (58.9.126.71) on 2007-06-11 11:37

สู้ๆ นะคะ คงเป็นคำนี้เท่านั้น
คุณมนุษย์ในกล่องเตือนให้พายคิดว่า
เราทุกคนก็คือคนธรรมดาคนนึง
อาม่า คุณพ่อ คุณแม่ คุณมนุษย์ในกล่อง โชคดีที่สุดอะค่ะ ที่มีลูกหลานแบบคุณมนุษย์ในกล่อง

#32 By ~ หอมกรุ่น ~ on 2007-06-21 19:27

k. มนุษย์เป็นคนดีค่ะฉํนขอยืนยัน นอนยัน ไม่ได้ตอแหล เอาใจใดๆทั้งสิ้น คุณไม่ต้องสงสัยในข้อสงสัยต่างๆหรอกค่ะ ที่คุณคิดแบบนั้นในบางครั้ง อาจเป็นเพราะ ความเหนื่อยมากๆ แต่ก็ต้องทำต่อไป คุณแค่เหนื่อยมากๆเท่านั้น คนกตัญญูไม่อับจนหนทางหรอกค่ะ เจริญทุกคน สิ่งดีๆจะตามมาในไม่ช้าหรอกค่ะ เป็นกำลังใจให้ เราก็ต้องต้องเตรียมเงินไว้เยอะๆ จะได้ มีเงินจ้างคนดูแลตอนแก่ คงไม่แต่งงาน เพศเดียวกันสร้างทายาทไม่ได้

#33 By ที่แห่งนี้ on 2007-07-11 01:50

มืดมน : ขอบคุณครับที่ช่วยยืนยันกันจนทุกท่าว่าผมเป็นคนดี ดูแลคนแก่เหนื่อยครับ ที่ผมรู้สึกไม่ค่อยดีก็ตรงที่ว่า ผมเองก็เป็นหลานแท้ๆ แต่ทำไมไม่จริงใจ ดีใจ หรือเต็มใจดูแลท่านเท่าไร

#34 By มนุษย์กล่อง on 2007-07-11 11:58

จริงๆมันเป็นหน้าที่ของลูกก่อนจะถึงหลานนี่คะ มันข้ามขันตอนไปได้ไง แค่นี่ก็ประเสร็จที่สุดแล้วหลานกล่องเอ้ย!.. จงภูมิใจเถอะ ทำดีไว้เจริญ ชัวร์ป้าบ!...ตกน้ำไม่ไหลตกไฟไม่ไหม้ ขอให้หล่อวันหล่อคืน ผิวนวลเหลืองดั่งทองของอาม่านะคะ

#35 By MayaKniGht on 2007-07-11 17:59

mayaknight : ไอ้ประโยคสุดท้ายนี้คือคำอวยพรหรือครับ
ตกน้ำไม่ไหลตกไฟไม่ไหม้ แล้ว ตกนรกมั๊ยอ่ะครับ จะเป็นยังไงนะ ไม่เจ็บไม่คัน?? ชิลๆ
ขอบคุณคุณแม่ที่ไปเม้นท์สอน เตือนสติผมในบล๊อคคนอื่นๆครับ รับทราบแล้วครับ จะทำตามหรือเปล่าเป็นอีกเรื่องนึงครับ
ให้ผมคบลูกชายป้าก็สิ้นเรื่องครับ จะได้ไม่ต้องไปหาคนอื่น

#36 By มนุษย์กล่อง on 2007-07-11 18:14

คะเป็นคำอวยพรจากใจจริงคะ
จะเป็นจริงดังคำอวยพรเลยเชียวละ

ไม่ได้เจตนาจะสอนคุณมนุษย์ในกล่องในบลอกคนอื่นเลยนะคะจริ๊งๆนะ ขอโทษด้วยหากคิดอย่างนั้น

ก็ไม่ได้รังเกียจอะไร แต่กลัวลูกชายจะเปลี่ยนไปแค่นั้นนะคะ ด้วย สัจจะวาจา

#37 By MayaKniGht on 2007-07-11 21:38

mayaknight : ผมรับฟังคุณแม่เสมอ นี่ก็ติดต่อยกเลิกอะไรไปหมดแล้ว ใครสอนอะไรผมฟังหมดครับ โดยเฉพาะจากคุณแม่ รักแม่คนเดียว+ลูกชายอีกคน

#38 By มนุษย์กล่อง on 2007-07-12 09:24

ดูแลได้มากขนาดนี้ ก็ถือว่าเป็นคนรู้คุณ กตัญญูมาก ๆ แล้ว ดีใจด้วยที่เป็นคนดีรักครอบครัว เราก็ดูแลพ่อซึ่งฟอกไตเช่นกัน เป็นกำลังใจนะ

#39 By (124.120.150.137) on 2007-07-19 13:14

เรื่องเด็ก ๆ รักลูก
http://clubrot.com/baby/

#40 By เที่ยวไทย on 2007-09-20 10:04