**** ขอร้องให้ทุกคนที่หลงเข้ามาอดทนอ่านหน่อยเถอะครับ ******

มีหลายเรื่องที่อยากเขียน แต่ขอเรื่องนี้ก่อนเพราะมีสาระ ต่อคนที่กำลังออกกำลังกายอยู่เป็นประจำและคนที่คิดจะออกกำลังกายครับ (เรื่องที่เหลือไม่มีสาระแม้แต่น้อย เฮอะๆๆๆ) และอยากอธิบายเหตุผลว่าทำไมผมถึงยอมเสียเงินมหาศาลกับการออกกำลังกายและบ้าไปกับฟิตเนสนักหนา นอกจากไปดูผู้ชายและหาเหยื่อ (ยิงครั้งเดียวได้นกเขาสองตัวเชียวนะ กำไรสุดๆแล้ว)

( สิ่งที่จะเขียนต่อไปนี้ ผมได้มาจากประสบการณ์ที่ผมได้เจอมากับตัว ทั้งด้วยการปฏิบัติ การฟังคนรอบข้างที่ออกกำลังด้วยกัน การอ่านข้อความจากหนังสือพิมพ์ นิตยสาร และคำแนะนำจากคุณหมอที่ผมไปรักษา และมาแชร์ประสบการณ์ให้ฟังกัน ซึ่งอาจจะไม่ถูกตามหลักตำรา หรือมีใบ อ.ย. รับประกัน หรือได้มาตรฐาน ISO และแพทยสภาอาจไม่ยอมรับ )

ผมคิดว่าทุกคนทราบดีว่าการออกกำลังกายทำให้ร่างกาย แข็งแรง สดชื่น กระปรี้กระเปร่า (สะกดถูกมั๊ยนะ) สุขภาพจิตดี ปราศจากโรคภัยไข้เจ็บต่างๆนา แม้แต่บนโต๊ะผู้อ่านข่าวในสถานีโทรทัศน์ช่องนึง มีกระดาษเขียนไว้ว่า แค่ขยับ = ออกกำลังกาย แสดงว่าการออกกำลังกายดีจริงๆ ขอแค่ให้มรึงขยับตัวเถอะ

แต่ทำไมผมถึงบอกว่ามัน อันตรายมาก (ถึงชีวิตได้ด้วยในบางกรณี)

มีเหตุการณ์นึงในชีวิตผมซึ่งทำให้เป็นจุดเปลี่ยนความคิดของผม เรื่องสถานที่ในการออกกำลังกายครับ

เมื่อหลายปีมาแล้ว มีวันหนึ่ง ผมกำลังนั่งทำงานอยู่ในออฟฟิศประมาณ 10 โมงเช้าเห็นจะได้ วันนั้นจำได้ว่าอากาศดีมากๆ ไม่ร้อนจนเกินไป แดดก็สาดมาไม่แรง อยู่ดีๆ ก็มีโทรศัพท์ดังขึ้นมา เบอร์ที่โชว์ขึ้นมาเป็นเบอร์มือถือของคุณอาผม ซึ่งอยู่บ้านเดียวกัน และเป็นผู้มีพระคุณเพราะเลี้ยงผมมาตั้งแต่เด็ก แต่ว่าคนที่พูดสายไม่ใช่คุณอาของผม เป็นผู้หญิงคนหนึ่งเสียงลนลานปนตกใจ จับความไม่ได้เลย คือเขาโทรมาแล้วพยายามถามว่าผมคือใคร ไอ้เราก็งง สุดท้ายได้ความว่า เขาอยู่กับคุณอาผมที่สวนลุม แล้วคุณอาซึ่งกำลังวิ่งออกกำลังอยู่เกิดอาการเจ็บหน้าอก นอนดิ้นอยู่กับพื้น ให้ผมมาดูด่วน

คุณอาของผมอายุประมาณ 40 กว่าๆเองครับ เล่นกีฬาเก่งมาก ตั้งแต่เด็ก ติดทีมบาสเก็ตบอลทีมชาติมาแล้ว คุณอาไม่มีลูก ไม่มีเมีย เพราะหย่ากันไปแล้ว เนื่องจากคุณย่าไม่ approve ไม่ชอบคนไทย ต้องคนมีเชื้อจีนเท่านั้น แฟนทุกคนที่คุณอาพาเข้าบ้านก็ต้องวิ่งหนีไปในที่สุด ต่อมาถึงแม้คุณย่าจะเสียไปนานแล้วแต่คุณอาก็ไม่คิดจะมีใหม่ ด้วยเหตุนี้เองคุณอาถึงรักผมเหมือนลูก เพราะผมเป็นหลานคนเล็กสุดในตระกูลในขณะนั้น คุณอาจึงให้ผู้หญิงที่สวนลุมในวันนั้นโทรมาหาผมแทนที่จะโทรบอกพี่ น้อง ของตัวเอง คุณอาออกกำลังกายทุกวัน แทบไม่มีหยุด จะหยุดก็ต่อเมื่อป่วย หรือฝนตก สวนลุมเป็นที่ๆคุณอามาวิ่งออกกำลังกายทุกวันมาเป็นสิบๆปีแล้ว เขาชอบ บรรยากาศธรรมชาติมากๆ ถึงแม้อายุจะเลยวัยกลางคนแล้ว (มั๊ง) แต่คุณอารูปร่างดีมากๆ ฟิตปั๋ง กว่าผมตอนนี้ซะอีก เพราะเล่นกีฬา+ออกกำลังกายมาตลอดตั้งแต่เด็ก


ตอนนั้นผมกระวนกระวายจัด หน้ามืด เหมือนจะอ้วก แล้วก็โทรถามผู้หญิงคนนั้นตลอดทางว่าอยู่จุดไหนกันแน่ แล้วเรียก รปภ. หรือรถโรงพยาบาลหรือยัง จาก ณ วินาทีที่รับโทรศัพท์จนไปถึงคุณอาผมใช้เวลาไม่เกิน 15 นาทีครับ เพราะนั่งมอเตอร์ไซค์ไป แต่เมื่อไปถึงปรากฏว่าคุณอาไม่หายใจแล้ว ตอนนั้นเศร้าก็เศร้า มึนตึ้บ แต่เรื่องของความวุ่นวาย โกลาหล อลหม่านนั้นเพิ่งเริ่มขึ้นเท่านั้นเอง

คุณผู้อ่าน ผู้มีอุปการคุณทุกท่านทราบมั๊ยครับว่าเมื่อมีคนตายขึ้นมาต้องทำยังไงบ้าง ถ้าคนตายในโรงพยาบาล ส่วนใหญ่เขามีแผนกจัดการเรื่องวุ่นๆทั้งหมดให้ ญาติๆติดต่อวัดทำเรื่องงานศพ งานบำเพ็ญบุญกุศลได้เลย เรื่องวุ่นๆที่ว่าคืออะไร มันคือเรื่องเอกสารต่างๆและสิ่งที่คุณต้องทำเมื่อมีคนตายครับ การตายแม้แต่ในบ้านตัวเอง หรือนอกสถานที่เช่นนี้ เมื่อเรารู้ว่าตายชัวร์ๆแล้ว ไม่ต้องการส่งไปปั๊มหัวใจที่โรงพยาบาลอีก สิ่งที่คุณต้องทำคือเรียกพวก ร่วมกตัญญู ปอเต็กตึ้ง ต่างๆนาๆพวกนี้เร็วมาก ลำดับต่อมาไม่ใช่จองวัดครับ ศพทุกคนที่ตายแบบไม่มีคนเห็น หรือไม่รู้สาเหตุ เช่นนอนอยู่ที่บ้านดีๆตาย ตายในที่สาธารณะแบบคุณอาผม ศพพวกนี้ต้องถูกส่งไปสถาบันนิติเวชก่อนครับ เพื่อไปผ่าชัณสูตรศพว่าตายเนื่องจากสาเหตุใด และเพื่อออกเอกสารยืนยันการตาย

เมื่อตรวจสอบศพเสร็จแล้ว ต้องรอเอกสารอีก ถึงจะเอาศพออกมาจากสถาบันได้ จากนั้นแจ้งเขตเอาใบมรณภาพ แล้วค่อยไปวัด ในบางกรณีไปวัดก่อนเอาศพไปฝาก แล้วเอกสารตามมาทีหลัง

เรื่องทั้งหมดนี้เป็นครั้งแรกที่ได้รู้ และดันเป็นผมที่ต้องทำเองทุกอย่าง พี่ๆร่วมกตัญญู รู้ขั้นตอนดีถามเขาได้ ว่าเสต็ปเป็นยังไง เขาก็จัดการดีนะ ตั้งแต่เอาศพออกจากสวนลุม ไปสถาบันนิติเวช รอเอาศพออกมาไปวัดอีก ทั้งหมดผมจ่ายพี่ร่วมกตัญญูไปหลายพันบาททีเดียว หากินกับคนตายก็ได้เยอะดีนะ แต่ถ้าไม่มีเขาก็ไม่รู้จะทำยังไง แต่ก่อนเคนเกลียดพวกนี้คือเขาจะแย่งศพกัน เหมือนที่เราเห็น แต่ตอนนี้ไม่แล้วครับ เพราะเราคงไม่ขนศพเอง

สรุป คุณอาผมตายเนื่องจาก หัวใจมีอาการเต้นผิดปกติเฉียบพลัน

ขอจบเรื่องคุณอาไว้เท่านี้ก่อน มาเรื่องของผมต่อแล้วจะอธิบายให้ฟังว่ามันเกี่ยวกันยังไง (เหมือนแฮรี่ พอตเตอร์ไง ตั้งภาค 3 หรือ 4 กว่าจะเห็นภาพรวมว่าใครเป็นใคร)

เมื่อตอนเด็กๆ ผมเล่นกีฬาทุกอย่างเท่าที่พอจะเล่นได้ เตะบอล เทนนิส แบดมินตัน บาสเก็ตบอล วอเล่ย์บอล โบว์ลิ่ง (เป็นกีฬาหรือเปล่านะ) ตกปลา โปโล ไอซ์สเก็ต skateboard rollerblade เอาหมดพวกกีฬา XX เนี่ย ยกเว้นว่ายน้ำ เนื่องจากว่ายไม่เป็น

เรื่องมีอยู่ว่า ตอนอยู่ ป.4/2 ไปเที่ยวกับครอบครัวที่โรงแรมแห่งหนึ่ง แล้วไปจุ่มน้ำในสระ แล้วบังเอิญขาเป็นตะคริวเหมือนในหนัง เลยจมน้ำในสระของโรงแรม ด้วยความสูงของบ่อประมาณ 30 ซม. จำได้แม่นว่า ดิ้น ทุรนทุรายมาก ทรมานสุดๆ เริ่มเห็นแสงไฟหรี่ๆ ที่ปลายอุโมงค์ ตามด้วย flashback ลำดับเหตุการณ์ในชีวิต โดยมีเสียงเพลงของ ENYA ประกอบไปตลอด ตอนนั้นนึกว่าได้ไปหา John Lenon แน่ๆแล้ว แอบดีใจเล็กๆ (อันนี้มุข) แต่แล้วมีชายคนนึง lifeguard นั่นเอง กระโดดลงมาจิกหำ เอ๊ย จิกหัวขึ้นมาจากน้ำ แล้วทั้งตบสั่งสอน และดีดขิก ว่ามึงทำยังไง มึงจมน้ำได้ยังไงที่ความสูงจากระดับน้ำทะเลแค่นี้ ตั้งแต่นั้นมาเลยเบี่ยงเบนหันไปชอบผู้ชายครับ ประหนึ่งเป็นฮีโร่ผู้ช่วยชีวิต สุดท้ายก็ว่ายน้ำไม่เป็นอยู่ดี เป็นโรคกลัวน้ำโดยไม่ต้องเจอหมาบ้ากัด (แต่ว่าน้ำบางอย่างไม่กลัว ชอบๆๆ)

เอ๊ะ นอกเรื่องเกินไปแระ

ภาพตัดมาตอนเรียนจบเลยแล้วกัน คือช่วงที่เรียนมหาวิทยาลัยเนี่ย เรียนอย่างเดียว อ่านหนังสืออย่างเดียว ไม่เที่ยว ไม่เล่นกีฬา กินเหล้า กินเบียร์เป็นบางครั้งเมื่อเพื่อนชวน แต่ไม่สูบบุหรี่นะเฟ้ย สุดท้ายตัวบวมน้ำ อืดเป็นหมูครับ ผมสูง 173 หนัก 80 กว่า (แค่นั้นเอง น้อยจะตาย) ต่อมาทำงาน เนื่องจากเป็นพวกบ้าทำงาน และเป็นคนทะเยอทะยาน มีความตั้งใจสูง จึงทำแต่งานๆๆ เครียดมาก จนเป็นโรคกรดไหลย้อน GERD ที่เคยเขียนมาแล้วคร่าวๆ (กำลังจะเขียนเต็มๆ อีกอัน) ซึ่งรักษายังไงก็ไม่หาย จากนั้นจึงเริ่มคิดไปออกกำลังกาย

ต่อไปเริ่มเข้าจุดไคล์แมกซ์ของเอ็นทรี่นี้แล้วครับ

แรกเริ่มเดิมทีเลยผมเริ่มออกกำลังกาย โดยการวิ่งในถนนของหมู่บ้านไฮโซลิบลิ่วของผม หรือบางครั้งก็ขี่จักรยานกินลม แต่เอ๊ะ ทำไมพอออกกำลังกายได้ 15 หรือ 20 นาทีแค่นั้นเอง จะเกิดอาการเจ็บเสียวแปล๊บตรงท้องด้านขวาข้างๆไต (เสือกรู้ดีอีกตอนนั้น) ไม่สนใจครับ ออกกำลังกายต่อ ทำอย่างงี้ได้ 1 เดือน เลิก ..... เลิกหมดครับ ถ้าออกกำลังกายแล้วร่างกายบาดเจ็บจะทำไปทำไมวะ

ต่อมา GERD อาหารหนักขึ้น ไอเป็นเลือด นอนไม่ได้ เจ็บหัวใจตอนนอน หายใจไม่สะดวก งานก็โคตรเครียด อาการก็ดันหนักขึ้นทุกเดือน จนต้องไปหาหมออีกครั้ง ครั้งนี้หมอก็ให้ยาเหมือนเดิมอีก เม็ดละ 120 กินวันละ 2 เม็ด แต่ครั้งนี้ผมขอหมอตรวจสอบความฟิตร่างกายด้วย หลังจากการตรวจหาค่าต่างๆมากมาย BMI, PI, ค่าความหนากระดูก อากาศในปอด หัวใจ ตับ ไต หมดไปหลายพันครับ แล้วหมอก็อธิบายให้ฟังมากมาย

สุดท้ายผลออกมาคือ มึงต้องไปออกกำลังกาย ไม่งั้นมึงตาย ชัวร์ ซวยสิ หมอบอกตายแหง๋นๆ แล้วจะทำไงดีฟะ วิ่งก็เจ็บท้อง แล้วบังคับให้วิ่งอย่างต่ำ 40 นาทีด้วย จึงปรึกษาหมอแล้วถึงได้รู้ว่าทำไมถึงเจ็บ หลังจากการ X-RAY หลายๆรอบจนเกือบจะเป็น X-MEN แล้ว หมอถึงได้รู้ว่าที่กระเพาะกับถุงน้ำดีของผม ผิดปกติคือเคยเกิดการกระแทกอย่างแรง แล้วช้ำในโดยที่เราไม่รู้ตัว รักษาไม่ได้ต้องใช้เวลาให้ร่างกายรักษาเอง

หลังจากนั้นคุณหมอแนะนำว่า (สำคัญมากๆครับ ท่านผู้ชม สาระมาถึงแล้วครับ ก่อนหน้านั้นไม่มีแก่นสารครับ) การวิ่งบนถนน ตามสวนลุม สวนหลวง ร.9 หรือสวนสาธารณะที่ไหนก็แล้วแต่ ถ้าถนนหนทางมันไม่เรียบเหมือนกระดาษ ไม่มีหลุม บ่อ ขยะ ขี้หมา หนองน้ำ ขี้มูก หรือ เสลด ที่คนจีนร้อยละ 90 ช่วยกันถุยบนท้องถนนเหมือนต้องการจะถมที่ดิน ก็พยายามอย่าไปวิ่ง เพราะในขณะที่เราวิ่งๆอยู่ จังหวะหัวใจเราก็เต้นไปตามจังหวะขาที่ก้าวออกไปด้วย

ทีนี้เมื่อเราวิ่งแล้วเจอขี้หมา ขี้มูก หรือกองน้ำบนถนน เราจะวิ่งเหยียบมันมั๊ย ขี้หมา ขี้มูกเนี่ย ถ้าเป็นน้ำกองเล็กๆ เราอาจวิ่งย่ำไปเลย น้ำกระจายเหมือนโฆษณาล้อรถยนต์ เท่ห์มากหากมึงไม่ล้มหน้าคว่ำไปจิ้มขี้หมา แต่ขี้หมา เขียวๆ เหลืองๆ ดำๆ ยาวเป็นคืบเหมือนขี้คนเนี่ย มีใครคิดจะเหยียบมั๊ยครับ หรือหลุมบนถนนลึกเป็นนิ้วๆเนี่ยจะเอาเท้าลงไปทดสอบความลึกมั๊ย ซึ่งคำตอบก็คือทุกคนคงวิ่งหลบไปทางอื่น บางคนใช้กระโดดแบบบัลเล่ท์ พอยท์เท้าข้ามไปเหมือนการ์ตูน บางคนเลือกที่จะวิ่งซิกแซกเหมือน ซึบาสะเลี้ยงบอลหลบศัตรู บางคนตัดสินใจวิ่งก้าวขาให้ยาวขึ้นเพื่อข้ามสิ่งปฏิกูลเหล่าน